วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำสำนวนการสอบสวนล่าช้า

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.899/2556 คดีหมายเลขดำที่ อ.805/2550 
เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

                ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีรับราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง) มีคำสั่งลงวันที่ 3 มิถุนายน 2542 ตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานบกพร่องต่อหน้าที่ราชการ กรณีทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาและคดีจราจรบกพร่อง ล่าช้า เป็นเหตุให้สำนวนคดีอาญาเสียหายรวม 7 สำนวนคดี คือ (1) คดีข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อายุความ 10 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ผู้ต้องหามีประกันตัวเกิน 6 เดือน นายประกันถอนหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2541 สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้ (2) คดีข้อหาจำหน่ายยาบ้า 5 เม็ด อายุความ 20 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2540 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย (3) คดีข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 อายุความ 10 ปี จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหาเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้ายแล้ว (4) คดีข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถาน อายุความ 10 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2541 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลสั่งปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้ายแล้ว สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้ (5) คดีข้อหาอนาจารผู้เยาว์ในที่สาธารณะอายุความ 15 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2541 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกันศาลสั่งปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้ายแล้ว สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2542 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้ (6) คดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครอง อายุความ 10 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลสั่งปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้ (7) คดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครอง อายุความ 10 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลสั่งปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้ายแล้ว สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้
                ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนวินัยมีความเห็นเสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิดวินัยฐานไม่ประพฤติตนให้เคร่งครัดต่อมารยาทและระเบียบแบบแผนของตำรวจ เกียจคร้านละทิ้งหรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ หรือประพฤติไม่สมควรอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยวินัยตำรวจ พุทธศักราช 2477 มาตรา 5 (3) (5) (7) และเสนอให้ลงทัณฑ์ผู้ฟ้องคดีโดยการกักยาม 5 วัน แต่คณะกรรมการพิจารณาทัณฑ์ทางวินัย กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พิจารณาให้เพิ่มโทษจากกักยาม 5 วัน เป็นกักยาม 30 วัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีคำสั่งลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ลงโทษให้กักยามผู้ฟ้องคดี 30 วัน ตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาทัณฑ์ทางวินัย
                หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้เสนอผลการลงโทษไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มอบอำนาจให้อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย คณะที่ 2 เป็นผู้พิจารณาแทน โดยอนุกรรมการได้พิจารณาเรื่องการลงโทษทางวินัยของผู้ฟ้องคดีในการประชุมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 และในการประชุมเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 มีมติให้เพิ่มโทษจากกักยาม 30 วัน เป็นไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีคำสั่งลงวันที่ 1 เมษายน 2546 สั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์ไปยัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้พิจารณาเรื่องอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแล้วมีมติให้ยกอุทธรณ์

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

การพิจารณาสำนวนการสอบสวนทางวินัยตำรวจ

การพิจารณาสำนวนการสอบสวน (โดยย่อ)
ตาม กฏ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนและพิจารณา พ.ศ.๒๕๔๗
---------------------------การทำรายงานการสอบสวน----------------------------
-  ให้คณะกรรมการฯประชุมพิจารณาลงมติ(ครั้งสุดท้าย)เมื่อสอบสวนเสร็จ ดังนี้        (ข้อ ๓๑)
        (๑)  ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ กรณีใด มาตราใด ควรรับโทษสถานใด
        (๒)  กรณีกระทำผิดวินัย อันมิใช่ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ บกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือไม่ อย่างไร
        (๓)  กรณีไม่ได้ความแน่ชัดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดอย่างร้ายแรงที่จะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออกแต่มีมลทินมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น หากจะให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการและควรให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๐๒ หรือไม่ อย่างไร
-  ให้ทำรายงานการสอบสวนตาม แบบ สว.๖ กรรมการฯผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสอบสวน       (ข้อ ๓๒)
-  รายงานการสอบสวนอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้
        (๑)  สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอย่างใดบ้าง กรณีที่ไม่ได้สอบสวนพยานหลักฐานเนื่องจากพยานไม่มาหรือจะทำให้การสอบสวนล่าช้าโดยไม่จำเป็น ให้รายงานเหตุให้ปรากฎไว้
        (๒)  วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุน กับที่หักล้างข้อกล่าวหา
        (๓)  ความเห็นว่า ได้กระทำผิดวินัยหรือไม่ ถ้าไม่ผิดให้เสนอยุติเรื่อง ถ้าผิดให้ระบุการกระทำผิด ดั่งหัวข้อการประชุมพิจารณาลงมติข้างต้น
-  เมื่อทำรายงานการสอบสวนแล้ว ให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งสารบาญต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไปและให้ถือว่าการสอบสวนเสร็จ
--------------------------การพิจารณาสั่งสำนวนการสอบสวน-----------------------------
-  ผู้สั่งแต่งตั้งฯ ตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสอบสวนว่า การสอบสวนมิชอบหรือบกพร่องหรือไม่     (ข้อ ๓๓)
-  ผู้สั่งแต่งตั้งฯ หรือผู้มีอำนาจ กำหนดประเด็นให้สอบสวนเพิ่มเติมได้ ถ้าคณะกรรมการฯไม่อาจทำได้ ก็ให้ตั้งคณะกรรมการฯชุดใหม่ขึ้นทำการสอบสวนเพิ่มเติมก็ได้ เมื่อเสร็จแล้วให้สั่งไปให้ผู้สั่งฯโดยทำความเห็นที่ได้จากการสอบสวนเพิ่มเติมประกอบไปด้วย      (ข้อ ๓๔)
-  กรณีเป็นการสอบสวนตามมาตรา ๑๐๑ (หย่อนความสามารถ) และปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ผู้มีอำนาจ สั่งการตามผลการสอบสวนโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือดำเนินการสอบสวนใหม่ แต่ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบด้วย         (ข้อ ๓๕)
-  การพิจารณาสั่งสำนวนการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๒๔๐ วัน นับแต่วันได้รับสำนวน เว้นมีเหตุจำเป็น ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน ๒ ครั้ง ๆ ละไม่เกิน ๖๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จ ให้ผู้ถูกกล่าวหากลับคืนสู่ฐานะเดิมและให้ถือว่าไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างสอบสวนนับแต่วันครบกำหนดเวลาดังกล่าวจนกว่าการพิจารณาสั่งการในเรื่องนั้นจะเสร็จสิ้นและมีคำสั่ง        (ข้อ ๓๖)
-  กรณีผู้มีอำนาจฯจะสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ให้ผู้มีอำนาจฯ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อน
-  การพิจารณาพยานหลักฐาน ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาตามที่ได้แจ้งให้ผู้ถูกล่าวหาทราบและให้โอกาสที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้วเท่านั้น หากมีพยานหลักฐานนอกเหนือที่สามารถรับฟังลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้ จะต้องดำเนินการให้มีการแจ้งสรุปพยานหลักฐานในส่วนที่เพิ่มเติมและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วย
-----------------------การสอบสวนที่มิชอบและบกพร่อง---------------------------
-  การสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯไม่ถูกต้อง เช่น น้อยกว่า ๓ คน มีข้าราชการตำรวจน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ประธานกรรรมการดำรงตำแหน่งน้อยกว่าผู้ถูกกล่าวหา ให้การสอบสวนทั้งหมดเสียไป กรณีเช่นนี้ ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งใหม่ให้ถูกต้อง            (ข้อ ๓๙)
-  กรณีที่ทำให้การสอบสวนเฉพาะตอนนั้น เสียไป กรณีดังต่อไปนี้ ให้ผู้มีอำนาจฯ สั่งให้คณะกรรมการดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว       (ข้อ ๔๐)
        (๑)  คณะกรรมการมาประชุมน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
        (๒)  การสอบปากคำดำเนินการไม่ถูกต้อง เช่น
                -  มีบุคคลอื่นเข้าร่วมสอบสวน
                -  มีกรรมการฯทำการสอบปากคำน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
                -  มีการจูงใจให้บุคคลให้ถ้อยคำอย่างใดๆ มีบุคคลอื่นยกเว้นทนายความหรือที่ปรึกษาอยู่ในที่สอบสวน
                -  เรียกผู้ซึ่งถูกสอบปากคำเข้ามาในที่สอบสวนเกินคราวละ ๑ คน
                -  การส่งประเด็นสอบสวน ไม่รายงานผู้สั่งตั้งฯ หรือคณะทำการสอบสวนไม่ประกอบไปด้วยหัวหน้าหน่วยงานและข้าราชการตำรวจอย่างน้อยอีก ๒ คน
                -  ผู้ถูกกล่าวหานำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมฟังการสอบสวนเกิน ๑ คน หรือให้ถ้อยคำแทน
-  กรณีที่ปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ไม่ดำเนินการดังต่อไปนี้ ให้ผู้มีอำนาจฯสั่งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว และต้องให้โอกาสผูถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามที่กำหนดไว้ด้วย       (ข้อ ๔๑)
         (๑)  ไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา
         (๒)  ไม่ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหา
         (๓)  ไม่มีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง หรือนัดมาให้ถ้อยคำ หรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหา
-  ในกรณีผู้มีอำนาจสั่งลงโทษไปตามบทมาตราหรือฐานความผิดที่แตกต่างจากที่แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ แต่ไม่ได้หลงข้อต่อสู้ หรือไม่เสียความเป็นธรรม ให้ถือว่าการสอบสวนและพิจารณานั้นใช้ได้
-  ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องนอกเหนือที่กล่าวมา แต่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ให้ผู้มีอำนาจฯ สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว      (ข้อ ๔๒)
-  การนับระยะเวลา เวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรก แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิม ส่วนเวลาสิ้นสุดถ้าตรงกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา
บทความที่เกี่ยวข้อง
การสอบสวนทางวินัยตำรวจ

สิทธิผู้ถูกกล่าวหาทางวินัยตำรวจ

สิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา (โดยย่อ)
ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.๒๕๔๗
               -  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้สั่งแต่งตั้งฯและกรรมการสอบสวน ถ้าผู้นั้นมีความไม่เหมาะสมตาม ข้อ ๓ โดยให้ทำเป็นหนังสือคัดค้าน และให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาเหนือผู้สั่งแต่งตั้งฯขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง โดยให้ยื่นต่อผู้สั่งแต่งตั้งฯ ภายใน ๗ วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯหรือทราบเหตุแห่งการคัดค้าน ให้ผู้ได้รับหนังสือคัดคนส่งสำเนาหนังสือคัดค้านและแจ้งวันที่ได้รับหนังสือให้ประธานกรรมการทราบและรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย    (ข้อ ๓๗)
                    ผู้รับหนังสือคัดค้านให้พิจารณาการคัดค้านโดยไม่ชักช้าแต่ไม่เกิน ๓๐ วัน ถ้าเกินกำหนดให้ถือว่าผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งสำนวนการสอบสวน
                    หากเห็นว่าการคัดค้านมีเหตุผลรับฟังได้ ให้สั่งผู้นั้นพ้นจากผู้มีอำนาจพิจารณาฯ แล้วสั่งให้ผู้ที่มีอำนาจในการแต่งตั้งเป็นผู้พิจารณาแทน หรือเป็นผู้พิจารณาเองก็ได้
                    ถ้าเห็นว่าการคัดค้านไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้ ให้สั่งยกคำคัดค้านนั้น คำสั่งยกให้เป็นที่สุด
                    การพิจารณาให้แสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการไว้ด้วย พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบและส่งเรื่องรวมเข้าไว้ในสำนวนการสอบสวน
                    การพิจารณาสั่งการตามผลการสอบสวนที่ดำเนินการเสร็จ หรือพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน ให้ประธานกรรมการรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป
              -  ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมานำสืบแก้ข้อกล่าวหาเอง หรือจะอ้างพยานหลักฐานแล้วขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้     (ข้อ ๓๘)
              -  ผู้ถูกกล่าวหาอาจยื่นคำชี้แจง หรือขอให้ถ้อยคำ หรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการฯ ก่อนการสอบสวนแล้วเสร็จ
              -  หากการสอบสวนแล้วเสร็จแต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้สั่งแต่งตั้งฯหรือผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจ ผู้ถูกกล่าวหาอาจจะยื่นคำชี้แจงต่อบุคคลดังกล่าวก็ได้ และให้รับคำชี้แจงนั้นรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
              -  ผู้ถูกกล่าวหาจะนำทนายความหรือที่ปรึกษาไม่เกิน ๑ คน เข้าร่วมฟังการสอบสวนก็ได้ แต่จะให้ถ้อยคำแทนไม่ได้.

การสอบสวนทางวินัยตำรวจ

ขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริง (โดยย่อ)
ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.๒๕๔๗
            -  ใช้สำหรับการสอบสวนพิจารณาข้าราชการตำรวจซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตาม ม.๘๖ วรรคหนึ่ง หรือมีกรณีถูกกล่าวหา หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ฯลฯ ตาม ม.๑๐๑ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗  (ข้อ ๒)
            -  ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการสอบสวน ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม  (ข้อ ๓)
            -  คณะกรรมการสอบสวน มีอย่างน้อย ๓ คน ต้องมีประธานกรรมการ และเลขานุการหนึ่งคน  (ข้อ ๔)
            -  คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้มีสาระสำคัญตาม แบบ สว.๑    (ข้อ ๕)
            -  ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ต้องแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว และส่งสำเนาคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนทราบ  (ข้อ ๖)
            -  ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน สามารถเปลี่ยน เพิ่ม ลด กรรมการสอบสวนได้  (ข้อ ๗)
-------------------------หน้าที่คณะกรรมการสอบสวน--------------------------
            -  ต้องสอบสวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้    (ข้อ ๘)
            -  ต้องรวบรวมประวัติและความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหา   (ข้อ ๙)
            -  จัดทำบันทึกการปฏิบัติไว้ทุกครั้ง   (ข้อ ๑๐)
            -  ห้ามบุคคลอื่นเข้าร่วมทำการสอบสวน   (ข้อ ๑๑)
            -  ประธานกรรมการ ต้องจัดประชุมคณะกรรมการฯเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวน  (ข้อ ๑๒)
            -  ต้องมีกรรมการฯ มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง เว้นแต่การประชุมตามข้อ ๑๘ , ๓๑ ต้องไม่น้อยกว่าสามคนและไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง การลงมติให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงชี้ขาด  (ข้อ ๑๓)
            -  กรรมการฯผู้ใดเห็นว่าตนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านตาม ข้อ ๓๗ วรรคหนึ่ง ให้รายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งฯ  (ข้อ ๑๔)

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

การดำเนินการทางวินัย มาตรา 84 - 90

การดำเนินการทางวินัย 
(หมวด ๖ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๘๔ - ๙๐)

             มาตรา ๘๔  เมื่อมีการกล่าวหา หรือมีกรณีเป็นที่สงสัย ว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย
             ให้ผู้บังคับบัญชารีบดำเนินการ(๑)สืบสวนข้อเท็จจริง หรือ(๒)พิจารณาในเบื้องต้น ว่าผู้นั้น กระทำผิดวินัยหรือไม่
             ในการสืบสวนข้อเท็จจริงให้แจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหา หรือถูกร้องเรียน ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงภายในกำหนดเวลา
              -  ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยให้สั่งยุติเรื่องได้
              -  ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๕ หรือมาตรา ๘๖ แล้วแต่กรณีทันที

             มาตรา ๘๕  เมื่อข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
             ให้ผู้บังคับบัญชานำสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา ๘๔ มาพิจารณาสั่งการตามมาตรา ๘๙

             มาตรา ๘๙  ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
             -  ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน ตามสมควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด
             -  ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้
                แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อนซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษทัณฑกรรม
             -  ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้กระทำผิดวินัยควรได้รับโทษสูงกว่าที่ตนมีอำนาจสั่งลงโทษ
                 ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของตนที่มีอำนาจ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการเพื่อลงโทษตามควรแก่กรณี
             -  ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดย ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือ หรือว่ากล่าวตักเตือน ก็ได้
             การลงโทษตามมาตรานี้ ผู้บังคับบัญชาจะมีอำนาจสั่งลงโทษผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสถานโทษได้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

              มาตรา ๘๖  เมื่อข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
               -  ให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน
               -  ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มี ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้
                   ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา
                -  เมื่อดำเนินการแล้ว ถ้าฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัย ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๙๐ แล้วแต่กรณี
                -  ถ้าฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ให้สั่งยุติเรื่อง
               ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามวรรคหนึ่ง
               ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจตำแหน่งต่างกันถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอย่างร้ายแรงร่วมกัน
                -  ให้ผู้มีอำนาจสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่มีตำแหน่งในระดับสูงกว่า เป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
               ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา ๑๐๑ และผลการสอบสวนปรากฎว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
               -  ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการสั่งการตามผลการสอบสวนโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือดำเนินการสอบสวนใหม่
                -  แต่ทั้งนี้ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุพยานก็ได้ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย