วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำสำนวนการสอบสวนล่าช้า

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.899/2556 คดีหมายเลขดำที่ อ.805/2550 
เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

                ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีรับราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง) มีคำสั่งลงวันที่ 3 มิถุนายน 2542 ตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานบกพร่องต่อหน้าที่ราชการ กรณีทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาและคดีจราจรบกพร่อง ล่าช้า เป็นเหตุให้สำนวนคดีอาญาเสียหายรวม 7 สำนวนคดี คือ (1) คดีข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อายุความ 10 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ผู้ต้องหามีประกันตัวเกิน 6 เดือน นายประกันถอนหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2541 สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้ (2) คดีข้อหาจำหน่ายยาบ้า 5 เม็ด อายุความ 20 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2540 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย (3) คดีข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 อายุความ 10 ปี จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหาเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้ายแล้ว (4) คดีข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถาน อายุความ 10 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2541 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลสั่งปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้ายแล้ว สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้ (5) คดีข้อหาอนาจารผู้เยาว์ในที่สาธารณะอายุความ 15 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2541 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกันศาลสั่งปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้ายแล้ว สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2542 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้ (6) คดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครอง อายุความ 10 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลสั่งปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้ (7) คดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครอง อายุความ 10 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 จับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกัน ศาลสั่งปล่อยตัวเนื่องจากครบผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้ายแล้ว สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้
                ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนวินัยมีความเห็นเสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิดวินัยฐานไม่ประพฤติตนให้เคร่งครัดต่อมารยาทและระเบียบแบบแผนของตำรวจ เกียจคร้านละทิ้งหรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ หรือประพฤติไม่สมควรอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยวินัยตำรวจ พุทธศักราช 2477 มาตรา 5 (3) (5) (7) และเสนอให้ลงทัณฑ์ผู้ฟ้องคดีโดยการกักยาม 5 วัน แต่คณะกรรมการพิจารณาทัณฑ์ทางวินัย กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พิจารณาให้เพิ่มโทษจากกักยาม 5 วัน เป็นกักยาม 30 วัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีคำสั่งลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ลงโทษให้กักยามผู้ฟ้องคดี 30 วัน ตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาทัณฑ์ทางวินัย
                หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้เสนอผลการลงโทษไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มอบอำนาจให้อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย คณะที่ 2 เป็นผู้พิจารณาแทน โดยอนุกรรมการได้พิจารณาเรื่องการลงโทษทางวินัยของผู้ฟ้องคดีในการประชุมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 และในการประชุมเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 มีมติให้เพิ่มโทษจากกักยาม 30 วัน เป็นไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีคำสั่งลงวันที่ 1 เมษายน 2546 สั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์ไปยัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้พิจารณาเรื่องอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแล้วมีมติให้ยกอุทธรณ์
                ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการลงโทษที่ไม่เหมาะสมแก่เหตุที่เกิดขึ้นและเป็นการใช้ดุลพินิจลงโทษผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 1 เมษายน 2546 ที่สั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เพิกถอนมติอนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการอุทธรณ์ (อ.ก.ตร.อุทธรณ์) ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2548 เฉพาะมติที่เกี่ยวข้องกับการไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการตำรวจในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าเดิมและคืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับตามกฎหมายให้แก่ผู้ฟ้องคดี
               เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีมีประเด็นโต้แย้งเพียงประการเดียวว่าการทำสำนวนการสอบสวนล่าช้าตามที่ถูกกล่าวหาไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงกับทางราชการ และการพิจารณาลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการเป็นโทษที่หนักเกินสมควร ซึ่งแม้ผู้ฟ้องคดีจะได้กล่าวอ้างว่าได้ปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังความสามารถแล้ว แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน แต่โดยที่คดีอาญาทั้ง 7 สำนวนข้างต้น แม้ทางปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะถือว่าเป็นคดีอาญาธรรมดา และประมวลกฎหมายอาญาจะกำหนดให้มีอายุความอยู่ระหว่าง 10 ปี ถึง 15 ปี แต่ก็หาแปลความได้ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์จะให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่สอบสวนเพื่อให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาใช้เวลาปฏิบัติหน้าที่ได้นานเพียงใดก็ได้ ซึ่งเห็นได้จากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 วรรคหนึ่ง และมาตรา 134 วรรคห้า ประกอบกับคำสั่งกรมตำรวจ ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2537 เรื่อง กำหนดมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา ซึ่งบทบัญญัติและคำสั่งดังกล่าวมีความประสงค์ให้พนักงานสอบสวนต้องทำการสืบสวนสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
                สำหรับกรณีที่ทำการสอบสวนล่าช้าเป็นเหตุให้สำนวนคดีอาญาเสียหาย 7 สำนวนนั้น หากผู้ฟ้องคดีเอาใจใส่ ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและคำสั่งข้างต้น โดยรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบตามความเป็นจริงในทันทีที่ปรากฏเหตุว่าการสอบสวนจะเกินกำหนดระยะเวลาไม่ว่าความล่าช้าดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด ความเสียหายใดๆ ที่จะเกิดแก่สำนวนคดีอาญาทั้ง 7 สำนวน ก็ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ และเมื่อพิจารณาพฤติการณ์และการกระทำของผู้ฟ้องคดีข้างต้น นอกจากจะเป็นการไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในระเบียบวินัยในฐานะเป็นข้าราชการตำรวจผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายโดยเคร่งครัดแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้อำนาจไว้ และเป็นการไม่เอาใจใส่ปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับคำสั่งของกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเร่งรัดการสอบสวนคดีอาญาแล้ว การกระทำดังกล่าวยังก่อให้เกิดผลให้สำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีเกิดความเสียหาย เช่น ล่าช้าจนหมดอำนาจผัดฟ้อง ฝากขัง ศาลต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไปเป็นจำนวนมากหลายคดี ทำให้ผู้ต้องหาคดีอาญาได้รับประโยชน์จากการไม่ต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นเหตุให้กระทบถึงความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจโดยรวม เป็นการไม่รักษาชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ของตน
               การกระทำของผู้ฟ้องคดีเช่นนี้เป็นการกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ซึ่งความผิดวินัยฐานดังกล่าว มาตรา 104 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี แต่กรณีอันเป็นความผิดฐานนี้ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีต้องหาว่ากระทำผิด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้กำหนดระดับการลงทัณฑ์ข้าราชการตำรวจ สำหรับความผิดกรณีปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง โดยเป็นพนักงานสอบสวน เกียจคร้าน ทำสำนวนล่าช้าค้างเป็นจำนวนมาก และเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงไว้เป็นมาตรฐานให้ไล่ออกจากราชการ ตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ครั้งที่ 6/2530 และครั้งที่ 16/2530 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งลงวันที่ 1 เมษายน 2546 เพิ่มโทษจากกักยาม 30 วัน เป็นไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงชอบด้วยเหตุผลและผลตามกฎหมาย และการที่อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการอุทธรณ์ ทำการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2548 มีมติให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางลงวันที่ 1 เมษายน 2546 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของอนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการอุทธรณ์ ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2548 เฉพาะส่วนที่มีมติให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งและเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการเป็นต้นไปนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกฟ้อง

(คำพิพากษาฉบับเต็ม)

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

การพิจารณาสำนวนการสอบสวนทางวินัยตำรวจ

การพิจารณาสำนวนการสอบสวน (โดยย่อ)
ตาม กฏ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนและพิจารณา พ.ศ.๒๕๔๗
---------------------------การทำรายงานการสอบสวน----------------------------
- ให้คณะกรรมการฯประชุมพิจารณาลงมติ(ครั้งสุดท้าย)เมื่อสอบสวนเสร็จ ดังนี้        (ข้อ ๓๑)
   (๑) ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ กรณีใด มาตราใด ควรรับโทษสถานใด
   (๒) กรณีกระทำผิดวินัย อันมิใช่ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ บกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือไม่ อย่างไร
   (๓) กรณีไม่ได้ความแน่ชัดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดอย่างร้ายแรงที่จะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออกแต่มีมลทินมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น หากจะให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการและควรให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๐๒ หรือไม่ อย่างไร
- ให้ทำรายงานการสอบสวนตาม แบบ สว.๖ กรรมการฯผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสอบสวน       (ข้อ ๓๒)
- รายงานการสอบสวนอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้
   (๑) สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอย่างใดบ้าง กรณีที่ไม่ได้สอบสวนพยานหลักฐานเนื่องจากพยานไม่มาหรือจะทำให้การสอบสวนล่าช้าโดยไม่จำเป็น ให้รายงานเหตุให้ปรากฎไว้
   (๒) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุน กับที่หักล้างข้อกล่าวหา
   (๓) ความเห็นว่า ได้กระทำผิดวินัยหรือไม่ ถ้าไม่ผิดให้เสนอยุติเรื่อง ถ้าผิดให้ระบุการกระทำผิด ดั่งหัวข้อการประชุมพิจารณาลงมติข้างต้น
- เมื่อทำรายงานการสอบสวนแล้ว ให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งสารบาญต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไปและให้ถือว่าการสอบสวนเสร็จ
--------------------------การพิจารณาสั่งสำนวนการสอบสวน-----------------------------
- ผู้สั่งแต่งตั้งฯ ตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสอบสวนว่า การสอบสวนมิชอบหรือบกพร่องหรือไม่     (ข้อ ๓๓)
- ผู้สั่งแต่งตั้งฯ หรือผู้มีอำนาจ กำหนดประเด็นให้สอบสวนเพิ่มเติมได้ ถ้าคณะกรรมการฯไม่อาจทำได้ ก็ให้ตั้งคณะกรรมการฯชุดใหม่ขึ้นทำการสอบสวนเพิ่มเติมก็ได้ เมื่อเสร็จแล้วให้สั่งไปให้ผู้สั่งฯโดยทำความเห็นที่ได้จากการสอบสวนเพิ่มเติมประกอบไปด้วย      (ข้อ ๓๔)
- กรณีเป็นการสอบสวนตามมาตรา ๑๐๑ (หย่อนความสามารถ) และปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ผู้มีอำนาจ สั่งการตามผลการสอบสวนโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือดำเนินการสอบสวนใหม่ แต่ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบด้วย         (ข้อ ๓๕)
- การพิจารณาสั่งสำนวนการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๒๔๐ วัน นับแต่วันได้รับสำนวน เว้นมีเหตุจำเป็น ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน ๒ ครั้ง ๆ ละไม่เกิน ๖๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จ ให้ผู้ถูกกล่าวหากลับคืนสู่ฐานะเดิมและให้ถือว่าไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างสอบสวนนับแต่วันครบกำหนดเวลาดังกล่าวจนกว่าการพิจารณาสั่งการในเรื่องนั้นจะเสร็จสิ้นและมีคำสั่ง        (ข้อ ๓๖)
- กรณีผู้มีอำนาจฯจะสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ให้ผู้มีอำนาจฯ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อน
- การพิจารณาพยานหลักฐาน ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาตามที่ได้แจ้งให้ผู้ถูกล่าวหาทราบและให้โอกาสที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้วเท่านั้น หากมีพยานหลักฐานนอกเหนือที่สามารถรับฟังลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้ จะต้องดำเนินการให้มีการแจ้งสรุปพยานหลักฐานในส่วนที่เพิ่มเติมและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วย
-----------------------การสอบสวนที่มิชอบและบกพร่อง---------------------------
- การสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯไม่ถูกต้อง เช่น น้อยกว่า ๓ คน มีข้าราชการตำรวจน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ประธานกรรรมการดำรงตำแหน่งน้อยกว่าผู้ถูกกล่าวหา ให้การสอบสวนทั้งหมดเสียไป กรณีเช่นนี้ ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งใหม่ให้ถูกต้อง            (ข้อ ๓๙)
- กรณีที่ทำให้การสอบสวนเฉพาะตอนนั้น เสียไป กรณีดังต่อไปนี้ ให้ผู้มีอำนาจฯ สั่งให้คณะกรรมการดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว       (ข้อ ๔๐)
   (๑) คณะกรรมการมาประชุมน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
   (๒) การสอบปากคำดำเนินการไม่ถูกต้อง เช่น
         - มีบุคคลอื่นเข้าร่วมสอบสวน
         - มีกรรมการฯทำการสอบปากคำน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
         - มีการจูงใจให้บุคคลให้ถ้อยคำอย่างใดๆ มีบุคคลอื่นยกเว้นทนายความหรือที่ปรึกษาอยู่ในที่สอบสวน
         - เรียกผู้ซึ่งถูกสอบปากคำเข้ามาในที่สอบสวนเกินคราวละ ๑ คน
         - การส่งประเด็นสอบสวน ไม่รายงานผู้สั่งตั้งฯ หรือคณะทำการสอบสวนไม่ประกอบไปด้วยหัวหน้าหน่วยงานและข้าราชการตำรวจอย่างน้อยอีก ๒ คน
         - ผู้ถูกกล่าวหานำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมฟังการสอบสวนเกิน ๑ คน หรือให้ถ้อยคำแทน
- กรณีที่ปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ไม่ดำเนินการดังต่อไปนี้ ให้ผู้มีอำนาจฯสั่งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว และต้องให้โอกาสผูถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามที่กำหนดไว้ด้วย       (ข้อ ๔๑)
   (๑) ไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา
   (๒) ไม่ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหา
   (๓) ไม่มีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง หรือนัดมาให้ถ้อยคำ หรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหา
- ในกรณีผู้มีอำนาจสั่งลงโทษไปตามบทมาตราหรือฐานความผิดที่แตกต่างจากที่แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ แต่ไม่ได้หลงข้อต่อสู้ หรือไม่เสียความเป็นธรรม ให้ถือว่าการสอบสวนและพิจารณานั้นใช้ได้
- ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องนอกเหนือที่กล่าวมา แต่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ให้ผู้มีอำนาจฯ สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว      (ข้อ ๔๒)
- การนับระยะเวลา เวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรก แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิม ส่วนเวลาสิ้นสุดถ้าตรงกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา

สิทธิผู้ถูกกล่าวหาทางวินัยตำรวจ

สิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา (โดยย่อ) 
ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.๒๕๔๗

- ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้สั่งแต่งตั้งฯและกรรมการสอบสวน ถ้าผู้นั้นมีความไม่เหมาะสมตาม ข้อ ๓ โดยให้ทำเป็นหนังสือคัดค้าน และให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาเหนือผู้สั่งแต่งตั้งฯขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง โดยให้ยื่นต่อผู้สั่งแต่งตั้งฯ ภายใน ๗ วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯหรือทราบเหตุแห่งการคัดค้าน ให้ผู้ได้รับหนังสือคัดคนส่งสำเนาหนังสือคัดค้านและแจ้งวันที่ได้รับหนังสือให้ประธานกรรมการทราบและรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย    (ข้อ ๓๗) 
        ผู้รับหนังสือคัดค้านให้พิจารณาการคัดค้านโดยไม่ชักช้าแต่ไม่เกิน ๓๐ วัน ถ้าเกินกำหนดให้ถือว่าผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งสำนวนการสอบสวน
        หากเห็นว่าการคัดค้านมีเหตุผลรับฟังได้ ให้สั่งผู้นั้นพ้นจากผู้มีอำนาจพิจารณาฯ แล้วสั่งให้ผู้ที่มีอำนาจในการแต่งตั้งเป็นผู้พิจารณาแทน หรือเป็นผู้พิจารณาเองก็ได้ 
        ถ้าเห็นว่าการคัดค้านไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้ ให้สั่งยกคำคัดค้านนั้น คำสั่งยกให้เป็นที่สุด 
        การพิจารณาให้แสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการไว้ด้วย พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบและส่งเรื่องรวมเข้าไว้ในสำนวนการสอบสวน 
        การพิจารณาสั่งการตามผลการสอบสวนที่ดำเนินการเสร็จ หรือพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน ให้ประธานกรรมการรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป
- ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมานำสืบแก้ข้อกล่าวหาเอง หรือจะอ้างพยานหลักฐานแล้วขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้     (ข้อ ๓๘) 
- ผู้ถูกกล่าวหาอาจยื่นคำชี้แจง หรือขอให้ถ้อยคำ หรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการฯก่อนการสอบสวนแล้วเสร็จ 
- หากการสอบสวนแล้วเสร็จแต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้สั่งแต่งตั้งฯหรือผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจ ผู้ถูกกล่าวหาอาจจะยื่นคำชี้แจงต่อบุคคลดังกล่าวก็ได้ และให้รับคำชี้แจงนั้นรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย 
- ผู้ถูกกล่าวหาจะนำทนายความหรือที่ปรึกษาไม่เกิน ๑ คน เข้าร่วมฟังการสอบสวนก็ได้ แต่จะให้ถ้อยคำแทนไม่ได้ 

การสอบสวนทางวินัยตำรวจ

ขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริง (โดยย่อ)
ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.๒๕๔๗

- ใช้สำหรับการสอบสวนพิจารณาข้าราชการตำรวจซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตาม ม.๘๖ วรรคหนึ่ง หรือมีกรณีถูกกล่าวหา หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ฯลฯ ตาม ม.๑๐๑ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗  (ข้อ ๒)
- ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการสอบสวน ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม  (ข้อ ๓)
- คณะกรรมการสอบสวน มีอย่างน้อย ๓ คน ต้องมีประธานกรรมการ และเลขานุการหนึ่งคน  (ข้อ ๔)
- คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้มีสาระสำคัญตาม แบบ สว.๑    (ข้อ ๕)
- ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ต้องแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว และส่งสำเนาคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนทราบ  (ข้อ ๖)
- ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน สามารถเปลี่ยน เพิ่ม ลด กรรมการสอบสวนได้  (ข้อ ๗)
-------------------------หน้าที่คณะกรรมการสอบสวน--------------------------
- ต้องสอบสวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้    (ข้อ ๘)
- ต้องรวบรวมประวัติและความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหา   (ข้อ ๙)
- จัดทำบันทึกการปฏิบัติไว้ทุกครั้ง   (ข้อ ๑๐)
- ห้ามบุคคลอื่นเข้าร่วมทำการสอบสวน   (ข้อ ๑๑)
- ประธานกรรมการ ต้องจัดประชุมคณะกรรมการฯเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวน  (ข้อ ๑๒)
- ต้องมีกรรมการฯ มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง เว้นแต่การประชุมตามข้อ ๑๘ , ๓๑ ต้องไม่น้อยกว่าสามคนและไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง การลงมติให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงชี้ขาด  (ข้อ ๑๓)
- กรรมการฯผู้ใดเห็นว่าตนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านตาม ข้อ ๓๗ วรรคหนึ่ง ให้รายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งฯ  (ข้อ ๑๔)
------------------------------ระยะเวลาการสอบสวน----------------------------
- ให้ทำการประชุม(ครั้งแรก)หลังลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งฯ ภายใน ๑๕ วัน   (ข้อ ๑๕ (๑))
- ให้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ทราบ หลังคณะกรรมการฯรับทราบคำสั่งฯ ภายใน ๑๕ วัน   (ข้อ ๑๕(๑), ๑๗)
- ให้รวบรวมพยานหลักฐานให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน นับแต่การประชุมครั้งแรกและแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาแล้วเสร็จ   (ข้อ ๑๕(๒))
- ให้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ภายใน ๑๕ วัน นับแต่รวบรวมพยานหลักฐานแล้วเสร็จ    (ข้อ ๑๕(๓))
- ให้รวบรวมพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน นับแต่แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบแล้วเสร็จ   (ข้อ ๑๕(๔))
- กรณีไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้คณะกรรมการฯรายงานเหตุให้ผู้สั่งแต่งตั้งฯเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ผู้สั่งแต่งตั้งฯสั่งขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็นครั้งละไม่เกิน ๖๐ วัน
- หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน ๒๗๐ วัน ให้ประธานกรรมการรายงานเหตุให้ผู้สั่งแต่งตั้งฯทราบ และให้ผู้สั่งแต่งตั้งฯ ติดตามเร่งรัดการสอบสวนต่อไป      (ข้อ ๑๕ ว.ท้าย)
-------------------------------แนวทางการสอบสวน-----------------------------------
- การนำเอกสารหรือวัตถุมาเป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนให้บันทึกว่าได้มาอย่างไร จากผู้ใด เมื่อใด     (ข้อ ๑๖)
- เมื่อวางแนวทางการสอบสวนแล้วให้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ทราบตาม แบบ สว.๒ มอบให้ผู้ถูกกล่าวหา ๑ ฉบับ เก็บไว้ในสำนวน ๑ ฉบับ     (ข้อ ๑๗)
- ให้ถามว่าได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร
- กรณีรับสารภาพ ให้แจ้งให้ทราบว่า เป็นความผิดวินัยกรณีใดหรือหย่อนความสามารถอย่างไร และบันทึกถ้อยคำรับสารภาพรวมทั้งเหตุผล และสาเหตุแห่งการกระทำ เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จให้ประชุมพิจารณาลงมติ
- กรณีปฏิเสธหรือรับสารภาพบางส่วน ให้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วประชุมเพื่อพิจารณาต่อไป
- กรณีไม่ยอมลงลายมือชื่อ หรือไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ให้ทำ แบบ สว.๒ เป็นสามฉบับ โดยส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ๒ ฉบับ พร้อมหนังสือสอบถามคำให้การ หากไม่ได้รับ แบบ สว.๒ คืน ล่วงพ้น ๑๕ วัน ให้ถือว่าได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว
------------------เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเสร็จ---------------------
- ให้ดำเนินการประชุม(ครั้งที่ ๒)เพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร      (ข้อ ๑๘)
- ถ้าเห็นว่า ยังฟังไม่ได้ว่ากระทำการตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประชุมพิจารณาลงมติมีความเห็นยุติเรื่อง
- ถ้าเห็นว่า เป็นความผิดวินัยฐานใด มาตราใด หรือหย่อนความสามารถอย่างไร ก็ให้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบ โดยให้ทำบันทึกตาม แบบ สว.๓ ทำเป็นสองฉบับ ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ
- การแจ้งข้อกล่าวหาฯ ให้ระบุวันเวลาสถานที่ และการกระทำที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา สำหรับพยานบุคคลจะระบุ หรือไม่ระบุ ชื่อพยาน ก็ได้ โดยให้คำนึงถึงหลัการคุ้มครองพยาน เท่าที่มีตามที่ปรากฎในสำนวน
- ให้ถามผู้ถูกกล่าวหาว่าจะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่ ให้โอกาสยื่นอย่างช้าไม่เกิน ๑๕ วัน หากไม่ยื่น ก็ให้ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาโดยเร็ว เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จให้ประชุมพิจารณาลงมติ
- กรณีไม่ยอมลงลายมือชื่อ หรือไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ให้ทำ แบบ สว.๓ เป็นสามฉบับ โดยส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ๒ ฉบับ พร้อมหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงนัดมาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา หากไม่ได้รับ แบบ สว.๓ คืน ล่วงพ้น ๑๕ วัน ให้ถือว่าไม่ประสงค์ที่จะแก้ข้อกล่าวหา แต่ถ้ามีเหตุผลอันสมควรก็ให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงได้
- เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จ ก่อนเสนอสำนวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งฯ ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ให้ดำเนินการได้ ถ้าเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา ก็ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้เฉพาะพยานหลักฐานเพิ่มเติมนั้น     (ข้อ ๑๙)
-----------------------------วิธีการสอบปากคำ----------------------------------
- ในการสอบปากคำต้องมีกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง   (ข้อ ๒๐)
- ก่อนเริ่มสอบปากคำพยาน ต้องแจ้งให้ทราบว่ากรรมการสอบสวนมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน   (ข้อ ๒๑)
- ห้ามมิให้ล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทำการใดเพื่อจูงใจให้ให้ถ้อยคำ     (ข้อ ๒๒)
- ให้เรียกผู้ถูกกล่าวหาและพยานเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน ห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่สอบสวน เว้นแต่ทนายความหรือที่ปรึกษาของผู้ถูกกล่าวหา และใช้บันทึกถ้อยคำตาม แบบ สว.๔ หรือ แบบ สว.๕ หากมีการขีดฆ่าตกเติมให้ผู้ให้ถ้อยคำร่วมลงลายมือชื่อกำกับด้วย   (ข้อ ๒๓)
- พยานมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่มา หรือการสอบสวนจะล่าช้าหรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญจะไม่สอบพยานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกการปฏิบัติงาน และรายงานการสอบสวน      (ข้อ ๒๔, ๒๕)
- ส่งประเด็นไปให้หัวหน้าหน่วยงานต่างท้องที่นั้นสอบสวนแทนได้ โดยหัวหน้าหน่วยงานเลือกข้าราชการตำรวจอย่างน้อยอีกสองคนร่วมเป็นคณะทำการสอบสวน   (ข้อ ๒๖)
- กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งแต่งตั้งฯ หรือมีข้าราชการตำรวจอื่นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่สอบสวนนั้นด้วย ให้ประธานฯรายงานไปยังผู้สั่งฯโดยเร็ว เพื่อสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่หรือคณะเดิมก็ได้ และแยกเป็นสำนวนการสอบสวนใหม่ก็ได้    (ข้อ ๒๗, ๒๘)
- ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และข้อเท็จจริงที่ปรากฎได้ความประจักษ์ชัด ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาโดยไม่ต้องสอบพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา แล้วแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ        (ข้อ ๒๙)
- ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไปอยู่นอกบังคับบัญชาของผู้สั่งฯ ให้สอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วเสนอผู้สั่งฯ เพื่อส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาคนใหม่หรือมีอำนาจพิจารณาสั่งการสำหรับผู้ถูกกล่าวหาทุกคน ตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสอบสวน       (ข้อ ๓๐)

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

การดำเนินการทางวินัย มาตรา 84 - 90

การดำเนินการทางวินัย (หมวด ๖ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๘๔ - ๙๐)

    (ม.๘๔) เมื่อมีการกล่าวหา หรือมีกรณีเป็นที่สงสัย ว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย
             ให้ผู้บังคับบัญชารีบดำเนินการ(๑)สืบสวนข้อเท็จจริง หรือ(๒)พิจารณาในเบื้องต้น ว่า
              ผู้นั้น กระทำผิดวินัยหรือไม่
    ในการสืบสวนข้อเท็จจริงให้แจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหา หรือถูกร้องเรียน ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ
              และให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงภายในกำหนดเวลา
              - ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยให้สั่งยุติเรื่องได้
              - ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๕ หรือมาตรา ๘๖ แล้วแต่กรณีทันที

    (ม.๘๕) เมื่อข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
              ให้ผู้บังคับบัญชานำสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา ๘๔ มาพิจารณาสั่งการตามมาตรา ๘๙
    (ม.๘๙) ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
             ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน ตามสมควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด
              ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้
              แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อนซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษทัณฑกรรม
      ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้กระทำผิดวินัยควรได้รับโทษสูงกว่าที่ตนมีอำนาจสั่งลงโทษ
              ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของตนที่มีอำนาจ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการเพื่อลงโทษตามควรแก่กรณี
       ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ
               จะงดโทษให้โดย ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือ หรือว่ากล่าวตักเตือน ก็ได้
       การลงโทษตามมาตรานี้ ผู้บังคับบัญชาจะมีอำนาจสั่งลงโทษผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสถานโทษได้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

     (ม.๘๖) เมื่อข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
               ให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน
               ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มี ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้
                ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา
                เมื่อดำเนินการแล้ว ถ้าฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัย ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๙๐ แล้วแต่กรณี
                ถ้าฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ให้สั่งยุติเรื่อง
       ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามวรรคหนึ่ง
       ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจตำแหน่งต่างกันถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอย่างร้ายแรงร่วมกัน
                 ให้ผู้มีอำนาจสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่มีตำแหน่งในระดับสูงกว่า เป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
        ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา ๑๐๑ และผลการสอบสวนปรากฎว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
                 ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการสั่งการตามผลการสอบสวนโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือดำเนินการสอบสวนใหม่
                  แต่ทั้งนี้ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุพยานก็ได้ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย
        (ม.๙๐) ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
                  ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ สั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ำกว่าปลดออก      
          การพิจารณาสั่งลงโทษของผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ (๒) (๓) และ (๔) ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเสนอ
                  โดยคณะกรรมการดังกล่าวอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรองหัวหน้าหน่วยงานนั้นทุกคน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
          ผู้ถูกลงโทษปลดออกตามมาตรานี้ ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ

         (ม.๘๗) หลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเกี่ยวกับ การสืบสวน และการสอบสวน ที่ต้องดำเนินการตามมาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๖ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
          ในการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจตามมาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๙๐ ให้พิจารณาสั่งการให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันได้รับสำนวน
                   เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. ซึ่งทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน
                   ในการนี้ หากยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ให้ข้าราชการตำรวจผู้ถูกกล่าวหา กลับคืนสู่ฐานะเดิมก่อน และให้ถือว่า ไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างถูกสืบสวนหรือสอบสวน แล้วแต่กรณี นับแต่วันครบกำหนดเวลาดังกล่าวจนกว่าการพิจารณาสั่งการในเรื่องนั้นจะเสร็จสิ้นและมีคำสั่ง
           ในกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฎชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร. จะดำเนินการทางวินัย โดยไม่ต้องสืบสวนหรือสอบสวนก็ได้
          (ม.๘๘) เมื่อมีเหตุจำเป็นจะต้องกักตัวข้าราชการตำรวจซึ่งถูกกล่าวหาไว้เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน เช่น จะหลบหนี หรือจะไปทำร้าย หรือข่มขู่ผู้เสียหายหรือพยาน
                    ให้ผู้บังคับบัญชามีอำนาจกักตัวข้าราชการตำรวจนั้นระหว่างดำเนินการสอบสวนได้เท่าที่จำเป็นแก่การสอบสวน แต่ต้องไม่เกินอำนาจลงโทษกักขังของผู้สั่งกักตัวและต้องไม่เกินสิบห้าวัน
           ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่ง ถูกลงโทษกักยามหรือกักขังให้หักจำนวนวันที่ถูกกักตัวออกจากระยะเวลากักยามหรือกักขังด้วย และในกรณีที่ถูกลงโทษทัณฑกรรม ให้ถือว่าการถูกกักตัวเป็นการรับโทษสำหรับความผิดนั้นแล้ว

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

มาตรฐานคุณธรรมและอุดมคติตำรวจ

             คุณธรรม คือ สภาพคุณงามความดี หรือกฎธรรมชาติฝ่ายดี ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องควบคุมจิตใจให้สงบ และมีความสุขในการดำรงชีวติร่วมกันในสังคม

             มาตรฐานคุณธรรมและอุดมคติของตำรวจ ตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.๒๕๕๓ ท้าย กฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๓
- เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งให้ข้าราชการตำรวจอยู่ในกรอบของศีลธรรมและคุณธรรม
- ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางชี้นำให้ข้าราชการตำรวจบรรลุถึงปณิธานของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

             ข้าราชการตำรวจพึงยึดถือ คุณธรรมสี่ประการตามพระบรมราโชวาท เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งในการประพฤติตนและปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้
             (๑) การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตนเอง ที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
             (๒) การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจ ความดีเท่านั้น
             (๓) การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด
             (๔) การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

     ฆราวาสธรรม แปลว่า คุณสมบัติของผู้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตทางโลก ประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการ คือ
  1. สัจจะ แปลว่า จริง ตรง แท้ มีความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐาน เป็นคนจริงต่อความเป็นมนุษย์ของตน
  2. ทมะ แปลว่า ฝึกตน ข่มจิต และรักษาใจ บังคับตัวเองเพื่อลดและละกิเลส และรักษาสัจจะ
  3. ขันติ แปลว่า อดทน ไม่ใช่แพียงแต่อดทนกับคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่นที่เราไม่พอใจ แต่หมายถึงการอดทนอดกลั้นต่อการบีบบังคับของกิเสส
  4. จาคะ แปลว่า เสียสละ บริจาคสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในตน โดยเฉพาะกิเลสเพราะนั้นคือสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่กับตน ละนิสัยไม่ดีต่างๆ

              ข้าราชการตำรวจพึงยึดถือ อุดมคติของตำรวจ ๙ ประการ เป็นแนวทางชี้นำการประพฤติตนและปฏิบัติหน้าที่ เพื่อบรรลุถึงปณิธานของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ดังนี้
              (๑)  เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
              (๒)  กรุณาปราณีต่อประชาชน
              (๓)  อดทนต่อความเจ็บใจ
              (๔)  ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก
              (๕)  ไม่มักมากในลาภผล
              (๖)   มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
              (๗)  ดำรงตนในยุติธรรม
              (๘)  กระทำการด้วยปัญญา
              (๙)  รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

              ข้าราชการตำรวจพึงหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อพัฒนาตนเองให้ทันโลกทันเหตุการณ์ และมีความชำนาญการในงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ รวมทั้งต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบธรรมเนียมการปฏิบัติของส่วนราชการในกระบวนการยุติธรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของตน เพื่อสามารถประสานงานได้อย่างกลมกลืนแนบเนียน และเป็นประโยชน์ต่อราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ