วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การจัดตั้งศูนย์บริการร่วม

(พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจาการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖)
(หมวด ๕  การลดขั้นตอนการปฏิบัติ มาตรา ๒๙, ๓๐ , ๓๑ , ๓๒)
               (ให้เป็นหน้าที่ของแต่ละกระทรวงต้องจัดส่วนราชการภายในที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานกับประชาชนให้รวมเป็นศูนย์บริการร่วมแห่งเดียวที่ประชาชนจะสามารถติดต่อสอบถาม ขอข้อมูล  ขออนุญาตหรือขออนุมัติได้พร้อมกันทุกเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงนั้น
               (กระทรวงต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่และแบบพิมพ์ที่จำเป็นในศูนย์บริการร่วม  เพื่อให้เจ้าหน้าที่นั้นบริการประชาชนได้อย่างครบถ้วน  โดยเจ้าหน้าที่นั้นจะต้องสามารถแจ้งรายละเอียดรับเอกสารหลักฐานที่จำเป็น  แจ้งให้ทราบระยะเวลาการดำเนินการ และเป็นผู้ติดต่อประสานกับส่วนราชการอื่น  เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือกฎในเรื่องนั้น  ๆ
               (ในการดำเนินการของศูนย์บริการร่วม  ถ้าหากมีปัญหาหรืออุปสรรคที่ไม่อาจดำเนินการได้  เพราะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่มีกฎหมายหรือกฎระเบียบกำหนดไว้  ให้ส่วนราชการแจ้งให้  ก..ทราบเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการปรับปรุงกฎหมายหรือกฎระเบียบนั้นต่อไป
               () แนวทางการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมของกระทรวงนี้  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจัดให้มีขึ้นในจังหวัดหรืออำเภอ  แล้วแต่กรณี  ตามที่ตนต้องรับผิดชอบด้วย

               การจัดตั้งศูนย์บริการร่วมเป็นการสร้างมาตรการเพื่อลดขั้นตอนในการติดต่อขอรับบริการจากรัฐ  ซึ่งโดยปกติในสภาพกฎหมายปัจจุบัน การดำเนินการสิ่งหนึ่งสิ่งใดของประชาชนจะต้องติดต่อขอรับอนุญาตหรือการดำเนินการอื่นใดจากหน่วยงานของรัฐหลายแห่งเพื่อกระทำกิจการนั้น  ซึ่งสร้างความลำบากและต้องเสียเวลาในการดำเนินการของประชาชน  ส่วนราชการจึงต้องให้ความสะดวกในการดำเนินการของประชาชน  โดยเริ่มแรกจัดให้แต่ละกระทรวงรวมงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชนไว้ในที่เดียวเป็นศูนย์บริการร่วม  ซึ่งประชาชนจะมาติดต่อกับเจ้าหน้าที่นั้นเพียงครั้งเดียวสามารถดำเนินการได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของกระทรวงนั้น  และเจ้าหน้าที่จะดำเนินการติดต่อกับหน่วยงานเจ้าของเรื่องแต่ละแห่งเพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน
               แนวทางของศูนย์บริการร่วมนี้มิใช่เป็นการรวมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตหลายๆ  เรื่อง  หลายๆ หน่วยงานมานั่งรวมไว้ที่เดียวกัน แต่เป็นกรณีที่กระทรวงหนึ่งจัดให้มีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงนั้นเป็นผู้รับรองทุกเรื่องที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของกระทรวงนั้น  โดยจัดสถานที่ไว้ให้ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนที่จะมาติดต่อได้ทราบและติดต่อได้สะดวก  เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้จะมีแบบพิมพ์ทุกเรื่องในความรับผิดชอบของแต่ละกรมในกระทรวงนั้นไว้  และเป็นผู้ตรวจสอบคำขอแทนทุกกรม  แล้วจะเป็นผู้ส่งเรื่องต่อไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาของแต่ละกรมในกระทรวงของตน  รวมทั้งแจ้งผลการพิจารณาให้ประชาชนผู้ติดต่อได้ทราบ ซึ่งการดำเนินการตามแนวทางนี้ให้เกิดผลสำเร็จต้องได้รับความร่วมมือจากทุกกรมในกระทรวงที่ต้องจัดรูปแบบการปฏิบัติราชการให้เกิดการประสานงาน  โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ศูนย์บริการร่วมที่กระทรวงจัดตั้งขึ้น
               การดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมตามพระราชกฤษฎีกานี้มุ่งประสงค์จะให้เป็นเจ้าหน้าที่ของแต่ละกระทรวงจัดให้มีขึ้นสำหรับงานของส่วนราชการต่าง  ๆ  ในกระทรวงนั้นเป็นหลัก  ส่วนเมื่อภายในกระทรวงสามารถจัดตั้งศูนย์บริการร่วมของกระทรวงที่ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว  กระทรวงต่าง  ๆ  อาจร่วมมือให้เกิดการประสานการปฏิบัติราชการระหว่างศูนย์บริการร่วมของแต่ละกระทรวงขึ้นได้ในงานที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันในอนาคต


(ที่มา : www.cmp.ubu.ac.th)

เป้าหมายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

(พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจาการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖)
(หมวด ๑  การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มาตรา ๖)

            บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นการกำหนดขอบเขตความหมายของคำว่า  การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีในภาพรวมซึ่งจะเป็นการชี้ให้เห็นวัตถุประสงค์ของการบริหารราชการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา  และเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการของทุกส่วนราชการในการกระทำภารกิจใดภารกิจหนึ่งว่า ต้องมีความมุ่งหมายให้บรรลุเป้าหมายในสิ่งเหล่านี้  คือ
             เกิดประโยชน์สุขของประชาชน  ซึ่งได้แก่  การบริหารราชการที่สามารถตอบสนอง  (responsiveness)  ต่อความต้องการของประชาชนและพยายามมุ่งให้เกิดผลกระทบในเชิงบวก  (positive impact)  ต่อการพัฒนาชีวิตของประชาชน
             เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ  ซึ่งได้แก่  การบริหารเพื่อให้ได้รับผลลัพธ์  (outcome)  ตรงตามวัตถุประสงค์  (objective)  ที่วางไว้  โดยมีการบริหารแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์  (resault-based management)  และการจัดทำข้อตกลงว่าด้วยผลงาน  (performance agreement) ในทุกระดับ
             ๓มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ  ซึ่งได้แก่การบริหารที่จะต้องพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยนำเข้า  (input)  กับผลลัพธ์  (outcome)  ที่เกิดขึ้น  โดยมีการทำ  cost- benefit analysis  ให้สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้และความคุ้มค่าของแผนงานหรือโครงการต่าง  ๆ  เทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ  รวมทั้งจัดระบบการวางเป้าหมายการทำงานและวัดผลงานของแต่ละบุคคล  (individual scorecards)  ที่เชื่อมโยงกับระดับองค์การ  (organization scorecards)
             .  ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น ซึ่งได้แก่ การกำหนดระยะเวลาปฏิบัติงานและการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน  (process simplification)  และจัดให้มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจ (empowerment) เพื่อให้การปฏิบัติงานเสร็จสิ้นที่จุดบริการใกล้ตัวกับประชาชน รวมทั้งการปฏิบัติงานในรูปone-stop service
             มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งได้แก่  การทบทวนและปรับปรุงกระบวนการ  และขั้นตอนทำงานใหม่อยู่เสมอ  (process redesign)  ซึ่งจำเป็นต้องทบทวนลำดับความสำคัญและความจำเป็นของแผนงานและโครงการทุกระยะ  (program evaluation)  การยุบเลิกส่วนราชการที่ไม่จำเป็นและการปรับปรุงกฎหมาย  กฎ  ระเบียบต่าง  ๆ  ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์อยู่เสมอ
             ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ  ซึ่งได้แก่  การปฏิบัติราชการที่มุ่งเน้นถึงความต้องการและความพึงพอใจของประชาชน  ผู้รับบริการเป็นหลัก  โดยมีการสำรวจความต้องการของประชาชน  (citizen survey)  และความพึงพอใจของผู้รับบริการ  (customer survey)  ในหลากหลายวิธีและเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อนำมาปรับปรุงการปฏิบัติราชการต่อไป
             มีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ  ซึ่งได้แก่  การตรวจสอบและวัดผลการปฏิบัติงาน  เพื่อให้เกิดระบบการควบคุมตนเอง  (internal control)  ซึ่งจะทำให้สามารถผลักดันการปฏิบัติงานขององค์กรให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
             หลักการดังกล่าวข้างต้น  เป็นหัวข้อสำคัญในการกำหนดความหมายของการบริหารราชการที่ดีที่พึงประสงค์ตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน  (ฉบับที่ ๕.. ๒๕๔๕  ส่วนรายละเอียดวิธีการปฏิบัตินั้นในพระราชกฤษฎีกาได้แยกบัญญัติขยายความหมายไว้ในแต่ละหมวดต่อไป  ตั้งแต่หมวดที่  ๒  ถึงหมวดที่  ๘


(ที่มา : www.cmp.ubu.ac.th)

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หลักพื้นฐานการสร้างธรรมาภิบาล

               ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ.2542
ระบุว่า ธรรมาภิบาล มีองค์ประกอบ 6 ประกอบ คือ
        1. หลักนิติธรรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎ ข้อบังคับต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรมเป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่เลือกปฏิบัติ และสังคมยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามกฎหมายและกฎข้อบังคับเหล่านั้น โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมาย มิใช่ตามอำเภอใจหรือตามอำนาจของตัวบุคคล
        2. หลักความโปร่งใส ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจซึ่งกัน โดยมีการให้และการรับข้อมูลที่สะดวกเป็นจริง ทันการณ์ ตรงไปตรงมา มีที่มาที่ไปที่ชัดเจนและเท่าเทียม มีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนได้
        3. หลักการมีส่วนร่วม ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ ร่วมคิดและร่วมเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศในด้านต่างๆ เช่น การแจ้งความเห็น การไต่สวนสาธารณะ การประชาพิจารณ์ การแสดงประชามติ นอกจากนี้ รวมไปถึงการร่วมตรวจสอบ และร่วมรับผิดชอบต่อผลของการกระทำนั้น
        4. หลักความรับผิดชอบตรวจสอบได้ ได้แก่ ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้เป็นการสร้างกลไกให้มีผู้รับผิดชอบ ตระหนักในหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมือง และกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และความกล้าที่จะยอมรับผลจากการกระทำของตน
        5. หลักความคุ้มค่า ได้แก่ การบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรที่ประโยชน์คุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม
        6. หลักคุณธรรม ได้แก่ การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม สำนึกในหน้าที่ของตนเอง มีความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัยและเคารพในสิทธิของผู้อื่น

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จรรยาบรรณตำรวจ เมื่อเข้าจับกุมและใช้อาวุธ

จรรยาบรรณของตำรวจ (ข้อ ๑๗ , ๑๘)

           ตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.๒๕๕๑ (แก้ไขตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๓)

          ข้อ ๑๗ เมื่อเข้าจับกุมหรือระงับการกระทำผิด ข้าราชการตำรวจต้องยึดถือและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
                     (๑) แสดงถึงการอุทิศตนและจิตใจให้แก่การปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญและมีสติปัญญา
                     (๒) ยืนหยัดเจตนารมณ์ในการรักษากฎหมายให้ถึงที่สุด และดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ ให้ระลึกเสมอว่าการใช้กฎหมายจะต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมด้วย
                     (๓) ไม่ใช้มาตรการรุนแรง เว้นแต่การใช้มาตรการปกติแล้ว ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องสงสัยได้

          ข้อ ๑๘ ข้าราชการตำรวจต้องตระหนักว่า การใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรงเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุด ข้าราชการตำรวจอาจใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรง ได้ต่อเมื่อ
                 -  มีความจำเป็นภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบแบบแผน หรือ
                 -  เมื่อผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธต่อสู้ขัดขวางการจับกุม หรือ
                 -  เพื่อช่วยบุคคลอื่นที่อยู่ในอันตรายต่อชีวิต
           เมื่อมีการใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรง ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ ข้าราชการตำรวจต้องรายงานเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบแบบแผนทันที


วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

กระบวนการพิจารณาทางวินัยและทางอาญา

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๘๐/๒๕๕๔
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ.๒๕๒๑

            การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการนั้น เจตนารมณ์เพื่อควบคุมความประพฤติและการปฏิบัติตนของข้าราชการให้อยู่ในกรอบอันดีงามเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ถือเป็นเรื่องการบริหารงานบุคคลที่ทางราชการกำหนดกฏเกณฑ์ไว้เป็นเฉพาะแก่ข้าราชการเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการเหมือนกระบวนการในการลงโทษผู้กระทำผิดทางอาญา  เมื่อการสอบสวนปรากฏพยานหลักฐานรับฟังได้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์และการกระทำเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้พิจารณาดำเนินการทางวินัยและใช้อำนาจออกคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยมิได้รอผลคดีอาญา เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่มีมติให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๕๐/๒๕๕๔
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ (มาตรา ๘๒ วรรคสาม, ๘๕ วรรคสอง, ๙๘ วรรคสอง) 

           ในคดีอาญานั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานปรากฎชัดแจ้ง ปราศจากข้อสงสัย ส่วนการลงโทษทางวินัย ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้ดุลยพินิจสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ปรากฎในสำนวนของคณะกรรมการสอบสวนเป็นสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏพยานหลักฐานชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยดังเช่นคดีอาญาและไม่ต้องรอฟังผลคดีอาญาให้ถึงที่สุดแต่อย่างใด  
           แม้ว่าในคดีอาญาจะไม่มีการลงโทษทางอาญาแก่ผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่ผลการลงโทษทางวินัยก็หาจำต้องมีผลไปในทางเดียวกันไม่ เพราะกระบวนการพิจารณาทางวินัยและทางอาญามีความแตกต่างกัน การรับฟังพยานก็อาจจะมีความแตกต่างกันได้ 

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การอุทธรณ์เมื่อถูกสั่งลงโทษ (โดยย่อ)

พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ 
ลักษณะ ๖  ระเบียบข้าราชการตำรวจ
หมวด ๘  การอุทธรณ์ 

              มาตรา ๑๐๕  ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสั่งลงโทษ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ได้ดังต่อไปนี้

               (กรณีถูกสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน ให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาที่สั่งลงโทษ  แต่ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งลงโทษ ให้อุทธรณ์ต่อ ก.ตร.
               (กรณีถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ ก.ตร.
               การอุทธรณ์ตาม (และ (ให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง
               ระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์ตาม (และ (ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตรที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน
               หลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.


กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๔๗

               ข้อ ๒  การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยและคำสั่งให้ออกจากราชการ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ..๒๕๔๗  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฏ ก.ตรนี้
                ในกรณีที่เป็นการลงโทษทางวินัยหรือสั่งให้ออกจากราชการตามกฎหมายอื่นซึ่งกำหนดเรื่องการอุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะก็ให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น  หากกฎหมายนั้นไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาอุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะก็ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาอุทธรณ์ตาม กฎ ก.ตร.  ฉบับนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

               ข้อ   ข้าราชการตำรวจผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง
                  ในกรณีที่ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์  ทายาทผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดของผู้นั้นมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งแทนได้ภายใต้กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง
                  ระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์  ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จและแจ้งผู้อุทธรณ์ทราบภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์  เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ ก.ตรที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว  ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน

                ข้อ   การใช้สิทธิอุทธรณ์กรณีถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการให้อุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.ตร.
                  ในการใช้สิทธิตามวรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์จะขอแถลงการณ์ด้วยวาจาเพื่อประกอบการพิจารณาของ ก.ตรก็ได้  โดยแสดงความประสงค์ไว้ในหนังสืออุทธรณ์  หรือจะทำเป็นหนังสือต่างหาก แต่ต้องยื่นหนังสือนั้นต่อ ก.ตร.  โดยตรงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ยื่นหนังสืออุทธรณ์  หาก ก.ตรพิจารณาเห็นว่าการแถลงการณ์ด้วยวาจาไม่จำเป็นแก่การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์จะไม่อนุญาตให้ผู้อุทธรณ์เข้าแถลงการณ์ด้วยวาจาก็ได้

                  ข้อ   ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือกรรมการข้าราชการตำรวจผู้พิจารณาอุทธรณ์ ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง  ดังต่อไปนี้
                     ()  รู้เห็นเหตุการณ์ ในเรื่องที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
                     ()  มีส่วนได้เสีย ในเรื่องที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
                     ()  มีสาเหตุโกรธเคืองผู้อุทธรณ์
                     ()  เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ หรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน  หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดา  กับผู้กล่าวหาหรือผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ
                     ()  มีเหตุอื่นซึ่งอาจทำให้การพิจารณาเสียความเป็นธรรม
                     การคัดค้านผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ หรือ ก.ตร.  ผู้พิจารณาอุทธรณ์ต้องแสดง ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสืออุทธรณ์ หรือแจ้งเพิ่มเติมเป็นหนังสือ ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ หรือ  ก.ตร.  แล้วแต่กรณี เริ่มพิจารณาอุทธรณ์
                     เมื่อมีเหตุหรือมีการคัดค้านตามวรรคหนึ่ง ผู้ถูกคัดค้านผู้นั้นจะถอนตัวไม่พิจารณาอุทธรณ์นั้นก็ได้  ถ้ามิได้ถอนตัว ให้ผู้นั้นส่งคำคัดค้านให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปของผู้ถูกคัดค้าน ประธานกรรมการ หรือประธานอนุกรรมการ แล้วแต่กรณี  พิจารณาเหตุที่คัดค้าน ถ้าเป็นการคัดค้านประธานก็ให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่เป็นผู้พิจารณา  หากเห็นว่าเหตุนั้นน่าเชื่อถือ ให้ดำเนินการดังนี้
                      ()  กรณีอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชา ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ที่พิจารณาคำคัดค้านนั้นเป็นผู้พิจารณาอุทธรณ์นั้นแทนผู้ที่ถูกคัดค้าน
                      ()  กรณีอุทธรณ์ต่อ ก.ตรให้ประธานกรรมการ หรือประธานอนุกรรมการ  คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ แล้วแต่กรณี แจ้งผู้ถูกคัดค้านทราบและมิให้พิจารณาอุทธรณ์นั้น
                      ในกรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ถูกคัดค้าน ก็ให้ดำเนินการตามวรรคสามโดยอนุโลม
                      ทั้งนี้  โดยให้อำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ที่อยู่ในลำดับเหนือขึ้นไปเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.ตร.

                 ข้อ ๒๒   เมื่อ ก.ตรพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และมีมติเป็นประการใดแล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้
                       ในกรณีที่ ก.ตร. มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามนัยข้อ ๑๘ () (หรือ () (เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนพิจารณาเสร็จแล้วให้พิจารณาดำเนินการตามข้อ ๑๘ () (ต่อไปโดยอนุโลม

                 ข้อ ๒๓ เมื่อ ก.ตร.ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้สำนักงาน ก.ตร. แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบหรือดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ก.ตรและแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว ในหนังสือแจ้งผู้อุทธรณ์ต้องประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้
                      ()  เหตุผลในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
                      ( สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง


                 ข้อ ๒๕  กรณีที่อุทธรณ์ต่อไปไม่ได้ตามข้อ ๑๙ และข้อ ๒๒ ผู้อุทธรณ์อาจใช้สิทธิทางศาลได้