วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การอุทธรณ์เมื่อถูกสั่งลงโทษ (โดยย่อ)

พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ 
ลักษณะ ๖  ระเบียบข้าราชการตำรวจ
หมวด ๘  การอุทธรณ์ 

              มาตรา ๑๐๕  ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสั่งลงโทษ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ได้ดังต่อไปนี้

               (กรณีถูกสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน ให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาที่สั่งลงโทษ  แต่ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งลงโทษ ให้อุทธรณ์ต่อ ก.ตร.
               (กรณีถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ ก.ตร.
               การอุทธรณ์ตาม (และ (ให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง
               ระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์ตาม (และ (ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตรที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน
               หลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.


กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๔๗

               ข้อ ๒  การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยและคำสั่งให้ออกจากราชการ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ..๒๕๔๗  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฏ ก.ตรนี้
                ในกรณีที่เป็นการลงโทษทางวินัยหรือสั่งให้ออกจากราชการตามกฎหมายอื่นซึ่งกำหนดเรื่องการอุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะก็ให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น  หากกฎหมายนั้นไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาอุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะก็ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาอุทธรณ์ตาม กฎ ก.ตร.  ฉบับนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                 ข้อ   ข้าราชการตำรวจผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง
                  ในกรณีที่ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์  ทายาทผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดของผู้นั้นมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งแทนได้ภายใต้กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง
                  ระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์  ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จและแจ้งผู้อุทธรณ์ทราบภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์  เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ ก.ตรที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว  ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน

                 ข้อ   การใช้สิทธิอุทธรณ์กรณีถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการให้อุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.ตร.
                  ในการใช้สิทธิตามวรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์จะขอแถลงการณ์ด้วยวาจาเพื่อประกอบการพิจารณาของ ก.ตรก็ได้  โดยแสดงความประสงค์ไว้ในหนังสืออุทธรณ์  หรือจะทำเป็นหนังสือต่างหาก แต่ต้องยื่นหนังสือนั้นต่อ ก.ตร.  โดยตรงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ยื่นหนังสืออุทธรณ์  หาก ก.ตรพิจารณาเห็นว่าการแถลงการณ์ด้วยวาจาไม่จำเป็นแก่การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์จะไม่อนุญาตให้ผู้อุทธรณ์เข้าแถลงการณ์ด้วยวาจาก็ได้

                  ข้อ   ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือกรรมการข้าราชการตำรวจผู้พิจารณาอุทธรณ์ ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง  ดังต่อไปนี้
                     ()  รู้เห็นเหตุการณ์ ในเรื่องที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
                     ()  มีส่วนได้เสีย ในเรื่องที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ
                     ()  มีสาเหตุโกรธเคืองผู้อุทธรณ์
                     ()  เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ หรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน  หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดา  กับผู้กล่าวหาหรือผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษหรือสั่งให้ออกจากราชการ
                     ()  มีเหตุอื่นซึ่งอาจทำให้การพิจารณาเสียความเป็นธรรม
                     การคัดค้านผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ หรือ ก.ตร.  ผู้พิจารณาอุทธรณ์ต้องแสดง ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสืออุทธรณ์ หรือแจ้งเพิ่มเติมเป็นหนังสือ ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ หรือ  ก.ตร.  แล้วแต่กรณี เริ่มพิจารณาอุทธรณ์
                     เมื่อมีเหตุหรือมีการคัดค้านตามวรรคหนึ่ง ผู้ถูกคัดค้านผู้นั้นจะถอนตัวไม่พิจารณาอุทธรณ์นั้นก็ได้  ถ้ามิได้ถอนตัว ให้ผู้นั้นส่งคำคัดค้านให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปของผู้ถูกคัดค้าน ประธานกรรมการ หรือประธานอนุกรรมการ แล้วแต่กรณี  พิจารณาเหตุที่คัดค้าน ถ้าเป็นการคัดค้านประธานก็ให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่เป็นผู้พิจารณา  หากเห็นว่าเหตุนั้นน่าเชื่อถือ ให้ดำเนินการดังนี้
                      ()  กรณีอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชา ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ที่พิจารณาคำคัดค้านนั้นเป็นผู้พิจารณาอุทธรณ์นั้นแทนผู้ที่ถูกคัดค้าน
                      ()  กรณีอุทธรณ์ต่อ ก.ตรให้ประธานกรรมการ หรือประธานอนุกรรมการ  คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ แล้วแต่กรณี แจ้งผู้ถูกคัดค้านทราบและมิให้พิจารณาอุทธรณ์นั้น
                      ในกรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ถูกคัดค้าน ก็ให้ดำเนินการตามวรรคสามโดยอนุโลม
                      ทั้งนี้  โดยให้อำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ที่อยู่ในลำดับเหนือขึ้นไปเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.ตร.

                      ข้อ ๒๒   เมื่อ ก.ตรพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และมีมติเป็นประการใดแล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้
                       ในกรณีที่ ก.ตร. มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามนัยข้อ ๑๘ () (หรือ () (เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนพิจารณาเสร็จแล้วให้พิจารณาดำเนินการตามข้อ ๑๘ () (ต่อไปโดยอนุโลม

                      ข้อ ๒๓ เมื่อ ก.ตร.ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้สำนักงาน ก.ตร. แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบหรือดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ก.ตรและแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว ในหนังสือแจ้งผู้อุทธรณ์ต้องประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้
                      ()  เหตุผลในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
                      ( สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง


                    ข้อ ๒๕  กรณีที่อุทธรณ์ต่อไปไม่ได้ตามข้อ ๑๙ และข้อ ๒๒ ผู้อุทธรณ์อาจใช้สิทธิทางศาลได้

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วินัยตำรวจ

                                       พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗   

             การกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่ การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามในเรื่องดังต่อไปนี้  (ม.๗๘)
             (๑)  ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเที่ยงธรรม เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีจรรยาบรรณของตำรวจ และนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
             (๒)  ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม
             (๓)  ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย
             (๔)  ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้
             (๕)  ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว
             (๖)  ต้องรักษาความลับของทางราชการ
             (๗)  ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้งกันและต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการ ระหว่างข้าราชการด้วยกัน และผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
             (๘)  ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมและให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพเรียบร้อยโดยห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
             (๙)  ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
            (๑๐)  ต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราชการตำรวจ
            (๑๑)  ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
            (๑๒)  ต้องไม่ใช้กิริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร
            (๑๓)  ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
            (๑๔)  ต้องไม่กระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการบังคับผู้บังคับบัญชาเป็นทางให้เสียระเบียบแบบแผนวินัยตำรวจ
            (๑๕)  ต้องไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการหรือทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ
            (๑๖)  ต้องไม่กระทำการ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการ หาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
            (๑๗)  ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
            (๑๘)  กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

             การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่ การกระทำดังต่อไปนี้     (ม.๗๙) 
              (๑)  ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
              (๒)  ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
              (๓)  เหยียดหยาม กดขี่ข่มเหง หรือทำร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ
              (๔)  กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่ เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
              (๕)  กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
              (๖)  กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา ๗๘ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
              (๗)  กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

ขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริง ตาม กฎ ก.ตร.

ขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริง (โดยย่อ)

-  ให้ยกเลิก กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.๒๕๔๗ (ข้อ ๒)
-  เมื่อมีการกล่าวหา หรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเบื้องต้นแล้ว ไม่มีมูล ก็สามารถสั่งการไปภายในอำนาจได้โดยไม่ต้องสืบสวนข้อเท็จจจริง (ข้อ ๓)
-  การสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อทราบว่า ข้าราชการตำรวจกระทำผิดวินัยหรือไม่ (ข้อ ๔)
-  กรณีที่ควรสืบสวนข้อเท็จจริง (ข้อ ๕)
    (๑) ผู้บังคับบัญชามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำผิดวินัย
    (๒) มีผู้ร้องเรียนกล่าวหา โดยแจ้งชื่อที่อยู่ของตนเองเป็นที่แน่นอน
    (๓) ส่วนราชการอื่นหรือหน่วยงานอื่นแจ้งให้ทราบ
    (๔) มีบัตรสนเท่ห์ โดยต้องระบุข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนได้
    (๕) กรณีปรากฏเป็นข่าวในสื่่อมวลชนใด ๆ โดยต้องระบุข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนได้
    (๖) กรณีอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชาเห็นควรให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง
-  ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตรหรือเทียบเท่าขั้นไป ดำเนินการสืบสวนด้วยตนเอง หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน หรือสั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำการสืบสวน หรือส่งประเด็นให้เจ้าพนักงานอื่นทำการสืบสวนก็ได้ (ข้อ ๖)
-  เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนแล้ว ห้ามมิให้สั่งสืบสวนในเรื่องเดียวกันนั้นอีก (ข้อ ๗)
-  กรณีมีผู้ร้องเรียน หรือส่วนราชการแจ้งมา ให้แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องหรือหน่วยงานทราบโดยมิชักช้า  (ข้อ ๘)
-  คณะกรรมการสืบสวน ต้องไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่สืบสวน (๕ ประการ) (ข้อ ๙)
-  ประธานกรรมการสืบสวน ต้องมียศและตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา และเป็นข้าราชการประจำอย่างน้อยสามคน (ข้อ ๑๐)
-  การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนให้ทำตามแบบ  (แบบ สส.๑) (ข้อ ๑๑)
-  ผู้สั่งให้ทำการสืบสวน ต้องแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้ชี้แจงภายใน ๑๕ วัน (ข้อ ๑๒(๑))
-  ประธานกรรมการหรือผู้สืบสวนต้องลงลายมือชื่อและวันเดือนปี รับทราบคำสั่ง (ข้อ ๑๒(๒))
-  ถ้าผู้สั่งให้สืบสวนเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นต้องเปลี่ยน เพิ่มหรือลดจำนวนกรรมการ ให้แสดงเหตุแห่งการสั่งนั้นไว้ด้วย (ข้อ ๑๓)
-  คณะกรรมการสืบสวน ต้องรวบรวมประวัติผู้ถูกกล่าวหา และจัดทำบันทึกการปฏิบัติงานสืบสวน ห้ามบุคคลอื่นเข้าร่วมสืบสวน (ข้อ ๑๔)
-  คณะกรรมการสืบสวน ต้องมาประชุมวางแนวทางการสืบสวน (ข้อ ๑๕)
-  กรรมการเห็นว่า ตนเองมีเหตุอันอาจถูกค้านได้ ให้รายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้ง (ข้อ ๑๖)
-  ระยะเวลาสืบสวน ต้องให้เสร็จโดยเร็ว แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จให้ขอขยายเวลาต่อ ผู้สั่งแต่งตั้ง ตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน (ข้อ ๑๗(๑))
-  ในการสืบสวนเพิ่มเติม ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน หากไม่แล้วเสร็จให้ขออนุมัติต่อผู้สั่งให้สืบสวน โดยจะอนุมัติได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกินสามสิบวัน หากเกินกว่านั้นให้ประธานกรรมการรายงานเหตุให้ผู้สั่งแต่งตั้งทราบ (ข้อ ๑๗(๒))
-  การนำเอกสารหรือพยานวัตถุมาเป็นพยานหลักฐาน ให้บันทึกว่าได้มาอย่างไร จากผู้ใด และเมื่อใด  (ข้อ ๑๘)
-  ให้พิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหา ว่ามีมูลกระทำผิดวินัยหรือไม่ กรณีไม่มีมูล=ก็ให้มีความเห็นยุติเรื่อง / แต่ถ้ากรณีมีมูล=ก็ให้เรียกมาพบเพื่อแจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหา (แบบ สส.๒) (ข้อ ๑๙)
-  ให้คณะกรรมการประชุมพิจารณา (ข้อ ๑๕(๒)) และสามารถทำความเห็นแย้งได้

กรณีมีมูล (ข้อ ๑๙ ว.๒)  ให้ดำเนินการดังนี้
-  แจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ (แบบ สส ๒) (ข้อ ๑๙ ว.๒ ว.๓ ว.๔ ว.๗)

#  ถ้าไม่รับสารภาพ / รับบางส่วน (ข้อ ๑๙ ว.๖)  ให้ถามว่าจะยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่ ให้ยื่นภายใน ๑๕ วัน หรือให้ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาโดยเร็ว (แบบ สส.๓) (ข้อ ๒๓)  และให้รวบรวมพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้าง

#  ถ้ารับสารภาพ (ข้อ ๑๙ ว.๕) จะไม่ทำการสืบสวน หรือจะสืบสวนต่อไปก็ได้
กรณีไม่มีมูล (ข้อ ๑๙ ว.๑) ก็ให้มีความเห็นยุติเรื่อง

 * ทั้งกรณีมีมูลและไม่มีมูล ให้ดำเนินการต่อไป คือ
-  ประชุมลงมติ (ข้อ ๓๑) (ข้อ ๑๕(๒))
-  สรุปรายงานสืบสวน (แบบ สส.๕) (ข้อ ๓๒)  เสนอสำนวนต่อผู้สั่งให้ทำการสืบสวน
-  การใช้แบบพิมพ์ การเรียงลำดับเอกสาร การให้หมายเลขเอกสาร ในสำนวนการสอบสวนทางวินัยและการสอบสวนข้อเท็จจริง ให้ทำตาม ระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๑ บทที่ ๑๕ (แก้ไขโดย ระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๑ ความประพฤติและวินัย พ.ศ.๒๕๕๕ ลง ๕ เม.ย.๒๕๕๕)

-------------------------เสร็จสิ้นขั้นตอนการสืบสวน------------------------------------

วิธีการสืบสวน
-  ต้องมีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า ๒ คน (ข้อ ๒๐)
-  ก่อนเริ่มสอบปากคำต้องแจ้งให้ทราบว่าผู้สืบสวนเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา ฯลฯ (ข้อ ๒๑)
-  ห้ามมิให้ล่อลวง ขู่เข็ญ ฯลฯ (ข้อ ๒๒)
-  ให้เรียกมาให้ปากคำคราวละหนึ่งคน (ข้อ ๒๓)
-  กรณีไม่มาให้ปากคำต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ (ข้อ ๒๔)
-  ถ้างดสืบสวนพยานให้บันทึกเหตุนั้นไว้ (ข้อ ๒๕)
-  สามารถส่งประเด็นการสืบสวนได้ (ข้อ ๒๖)
-  ให้รายงานกรณีที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัยในเรื่องอื่น (ข้อ ๒๗)
-  ให้รายงานผู้สั่งในกรณีที่สืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น (ข้อ ๒๘)
-  ถ้ามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องสืบสวนต่อไปก็ได้ (ข้อ ๒๙)
-  ให้ผู้สั่งแต่งตั้งฯ ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาคนใหม่ของผู้ถูกกล่าวหา (ข้อ ๓๐)
-  มีบางกรณีการสืบสวนมิชอบและมีข้อบกพร่อง ให้แก่ไขให้ถูกต้อง (ข้อ ๓๗, ๓๘, ๓๙)
-  การนับระยะเวลา (ข้อ ๔๐)

-------------------------สิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา------------------------------------

-  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้สั่งแต่งตั้ง (ข้อ ๓๓)
-  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียน (ข้อ ๓๔)
-  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิให้ทนายความหรือที่ปรึกษามานั่งฟังการสอบสวน (ข้อ ๓๕) 

------------------------การพิจารณาสั่งสำนวนการสืบสวน------------------------------------

-  ผู้สั่งแต่งตั้ง ต้องตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสืบสวน, สั่งให้สืบสวนเพิ่มเติม, สั่งยุติเรื่อง, สั่งลงโทษ, เสนอผู้บังคับบัญชากรณีเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง, ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนกรณีเห็นว่ามีมูลเป็นการกระทำผิดอาญา ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๒๔๐ วัน นับแต่ได้รับสำนวน กรณีมีเหตุจำเป็นให้ขยายเวลาได้อีกสองครั้ง ๆ ละไม่เกิน ๖๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จให้ผู้ถูกกล่าวหากลับคืนสู่ฐานะเดิมจนกว่าจะมีคำสั่ง (ข้อ ๓๖)

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จรรยาบรรณในการสืบสวนสอบสวน

                                                จรรยาบรรณของตำรวจ (ข้อ ๑๙)
                ตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๑ (แนบท้ายกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๑)
              ในการรวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวน การสอบปากคำ หรือการซักถามผู้กระทำความผิด ผู้ต้องหา ผู้ที่อยู่ในความควบคุมตามกฎหมาย ผู้เสียหาย ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ หรือบุคคลอื่น  
              ข้าราชการตำรวจต้องแสดงความเป็นมืออาชีพ โดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาการตำรวจ รวมทั้งใช้ปฏิภาณไหวพริบและสติปัญญา เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง และธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
               (๑)  ไม่ทำการทารุณ หรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่น ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
               (๒)  ไม่ใช้ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือปล่อยปละละเลย ให้มีการทารุณหรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่น ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
               (๓)  ไม่กระทำการข่มขู่ หรือรังควาน หรือไม่ใช้อำนาจที่มิชอบ หรือแนะนำเสี้ยมสอนบุคคล ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือปรักปรำผู้อื่น
               (๔)  ไม่กักขัง หรือหน่วงเหนี่ยว บุคคลที่ยังไม่ได้ถูกจับกุมตามกฎหมาย เพื่อการสอบปากคำ
               (๕) ไม่ใช้อำนาจที่มิชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จรรยาบรรณตำรวจ

              จรรยาบรรณของตำรวจ คือ ประมวลความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ของวิชาชีพตำรวจ อยู่ในกรอบของศีลธรรมและคุณธรรม ขฯะเดียวกันก็เป็นแนวทางชี้นำให้ข้าราชการตำรวจบรรลุถึงปณิธานของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์                        
              ๑. ต้องสำนึกในการให้บริการประชาชนด้านอำนวยความยุติธรรม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ประชาชนมีความเลื่อมใส เชื่อมั่นและศรัทธา  (๕ข้อ)
              ๒. เมื่อเข้าจับกุมหรือระงับการกระทำผิด ข้าราชการตำรวจต้องยึดถือและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด  (๓ ข้อ)
              ๓. ต้องตระหนักว่า การใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรงเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุด ข้าราชการตำรวจอาจใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรง ได้ต่อเมื่อมีความจำเป็นภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบแบบแผน หรือเมื่อผู้กระทำความผิด หรือผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธต่อสู้ขัดขวางการจับกุม หรือเพื่อช่วยบุคคลอื่นที่อยู่ในอันตรายต่อชีวิต เมื่อมีการใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรง ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ ข้าราชการตำรวจต้องรายงานเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบแบบแผนทันที
              ๔. ในการรวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวน การสอบปากคำ หรือการซักถามผู้กระทำความผิด ผู้ต้องหา ผู้ที่อยู่ในความควบคุมตามกฎหมาย ผู้เสียหาย ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ หรือบุคคลอื่น ข้าราชการตำรวจต้องแสดงความเป็นมืออาชีพโดยใช้ความรู้ ความสามารถทางวิชาการตำรวจ รวมทั้งใช้ปฏิภาณไหวพริบและสติปัญญา เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม  (๕ ข้อ)
              ๕. ต้องควบคุมดูแลบุคคลที่อยู่ในการควบคุมของตนอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและมีมนุษยธรรม  (๔ ข้อ)
              ๖.ข้อมูลข่าวสารที่ข้าราชการตำรวจได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่สืบสวนสอบสวน หรือจากการปฏิบัติหน้าที่อื่น ข้าราชการตำรวจจะต้องรักษาข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นความลับอย่างเคร่งครัด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์หรือชื่อเสียงของบุคคล หรืออาจเป็นคุณหรือเป็นโทษทั้งต่อผู้เสียหายหรือผู้กระทำความผิด ข้าราชการตำรวจจะเปิดเผยข้อมูลนั้นได้ต่อเมื่อมีความจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่
หรือเพื่อประโยชน์ในราชการตำรวจที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเพื่อการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จริยธรรมตำรวจ

                                             มาตรฐานทางจริยธรรมของตำรวจ (โดยย่อ)
                 มาตรฐานทางจริยธรรมของตำรวจ คือ คุณความดี ที่เป็นข้อประพฤติตนและปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ เพื่อให้ประชาชนศรัทธา เชื่อมั่นและยอมรับ
                ข้าราชการตำรวจต้องประพฤติปฏิบัติดังนี้
          ๑. ต้องเคารพ ศรัทธา และยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   (๒ ข้อ)
          ๒. ต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมายอื่น โดยเคร่งครัด โดยไม่เลือกปฏิบัติ
          ๓. ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ ประชาชน ชุมชน และประเทศชาติเป็นสำคัญ   (๕ ข้อ)
          ๔. ต้องมีจิตสำนึก ของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพื่อให้ประชาชนศรัทธาและเชื่อมั่น  (๔ ข้อ)
          ๕. ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในศีลธรรม โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน  (๖ ข้อ)
          ๖. ต้องภาคภูมิใจในวิชาชีพ กล้ายืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม เพื่อเกียรติศักดิ์และศักดิ์ศรีของความเป็นตำรวจ  (๔ ข้อ)
          ๗. ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องประพฤติปฏิบัติดังนี้   (๔ ข้อ)
              -  ประพฤติปฏิบัติตน เป็นผู้นำ และเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่ปรึกษาและที่พึ่งของผู้ใต้บังคับบัญชา
              -  หมั่นอบรม ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ยึดถือประมวลจริยธรรม จรรยาบรรณ ตักเตือนด้วยจิตเมตตา และให้ความรู้เกี่ยวกับงานในหน้าที่
              -  ปกครองบังคับบัญชา ด้วยหลักการและเหตุผลที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ยอมรับฟังความคิดเห็น ไม่ผลักความรับผิดชอบ
              -  ใช้หลักคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล
         ๘. ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ต้องประพฤติปฏิบัติดังนี้  (๔ ข้อ)
              -  เคารพเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่ง
              -  รักษาวินัย และความสามัคคี
              -  ปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ด้วยความสุภาพ มีน้ำใจ รักใคร่ สมานฉันท์ มีมนุษยสัมพันธ์ รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน
              -  อุทิศตนเอง ไม่หลีกเลี่ยงหรือเกี่ยงงาน ร่วมมือร่วมใจ โดยยึดความสำเร็จของงานและชื่อเสียงของหน่วย
         ๙. (ค่านิยม) ต้องปฏิบัติตามค่านิยมหลักของมาตฐานจริยธรรม สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินกำหนด  (๙ ข้อ)

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน

                      ลักษณะ 8    การสอบสวน 
                             บทที่ 17 
                    จรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน 
............................................. 
         ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของการสอบสวนคดีอาญา อันเป็นภารกิจหลักในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนโดยมีพนักงานสอบสวนเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่นี้ ซึ่งการดำเนินการจะต้องมีความโปร่งใส สุจริต รวดเร็ว เสมอภาคและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง โดยยึดหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการรักษาความสงบสุขของสังคม และพัฒนาพนักงานสอบสวนให้มีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณที่เหมาะสมต่อการดำรงไว้ซึ่งบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรต้นธารของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่พนักงานสอบสวนจะปฏิบัติหน้าที่ให้สัมฤทธิผล จึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนเป็นกรอบและแนวทางในการประพฤติปฏิบัติควบคู่ไปกับ “อุดมคติของตำรวจ” ที่ได้กำหนดไว้แล้วในประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 16 ตามผนวกแนบท้าย เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม ดังต่อไปนี้ 
.        ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน พ.ศ.2544 ” 
.        ข้อ 2  บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งขัดแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน 
.        ข้อ 3  จรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน ที่ต้องประพฤติปฏิบัติควบคู่ไปกับอุดมคติของตำรวจตามผนวกแนบท้าย ระเบียบนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม มีดังนี้ 
          (1) พนักงานสอบสวนต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 
          (2) พนักงานสอบสวนต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต และยึดมั่น ในศีลธรรม 
          (3) พนักงานสอบสวนต้องอำนวยความยุติธรรม ด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องโปร่ง และเป็นธรรมโดยปราศจากอคติ 
          (4) พนักงานสอบสวนต้องกล้ายืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง 
          (5) พนักงานสอบสวนพึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ เสียสละ และอดทน เพื่อประโยชน์แห่งการอำนวยความยุติธรรม 
          (6) พนักงานสอบสวนพึงมีมนุษย์สัมพันธ์ดี ด้วยความสุภาพอ่อนโยนมีไมตรีจิต และเต็มใจ 
ให้บริการประชาชน 
          (7) พนักงานสอบสวนพึงหมั่นศึกษาหาความรู้ และพัฒนาตนเองตลอดเวลา 
          (8) พนักงานสอบสวนพึงสำนึก และยึดมั่นในวิชาชีพการสอบสวน มีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีและวิชาชีพของตนเอง 
          ให้ผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนทุกระดับชั้น ทำความเข้าใจและสอดส่องควบคุม ดูแล ให้พนักงานสอบสวนยึดถือประพฤติปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนอย่างแท้จริง เพื่อให้บังเกิดผลดีแก่ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของตน และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่สังคม หากมีการละเลยหรือทำให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนผู้ใดฝ่าฝืน ก็ให้ผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาไปตามระเบียบแบบแผนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหากเข้าข่ายผิดวินัยก็ให้ดำเนินการในเรื่องวินัยด้วย 
         (ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วย จรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน พ.ศ.2544 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2544) 
         (ผนวกแนบท้ายระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน พ.ศ.2544 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2544)