วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วินัยตำรวจ

                                       พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗   

             การกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่ การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามในเรื่องดังต่อไปนี้  (ม.๗๘)
             (๑)  ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเที่ยงธรรม เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีจรรยาบรรณของตำรวจ และนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
             (๒)  ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม
             (๓)  ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย
             (๔)  ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้
             (๕)  ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว
             (๖)  ต้องรักษาความลับของทางราชการ
             (๗)  ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้งกันและต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการ ระหว่างข้าราชการด้วยกัน และผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
             (๘)  ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมและให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพเรียบร้อยโดยห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
             (๙)  ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
            (๑๐)  ต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราชการตำรวจ
            (๑๑)  ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
            (๑๒)  ต้องไม่ใช้กิริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร
            (๑๓)  ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
            (๑๔)  ต้องไม่กระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการบังคับผู้บังคับบัญชาเป็นทางให้เสียระเบียบแบบแผนวินัยตำรวจ
            (๑๕)  ต้องไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการหรือทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ
            (๑๖)  ต้องไม่กระทำการ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการ หาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
            (๑๗)  ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
            (๑๘)  กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

             การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่ การกระทำดังต่อไปนี้     (ม.๗๙) 
              (๑)  ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
              (๒)  ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
              (๓)  เหยียดหยาม กดขี่ข่มเหง หรือทำร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ
              (๔)  กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่ เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
              (๕)  กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
              (๖)  กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา ๗๘ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
              (๗)  กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

ขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริง ตาม กฎ ก.ตร.

ขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริง (โดยย่อ)

-  ให้ยกเลิก กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.๒๕๔๗ (ข้อ ๒)
-  เมื่อมีการกล่าวหา หรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเบื้องต้นแล้ว ไม่มีมูล ก็สามารถสั่งการไปภายในอำนาจได้โดยไม่ต้องสืบสวนข้อเท็จจจริง (ข้อ ๓)
-  การสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อทราบว่า ข้าราชการตำรวจกระทำผิดวินัยหรือไม่ (ข้อ ๔)
-  กรณีที่ควรสืบสวนข้อเท็จจริง (ข้อ ๕)
    (๑) ผู้บังคับบัญชามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำผิดวินัย
    (๒) มีผู้ร้องเรียนกล่าวหา โดยแจ้งชื่อที่อยู่ของตนเองเป็นที่แน่นอน
    (๓) ส่วนราชการอื่นหรือหน่วยงานอื่นแจ้งให้ทราบ
    (๔) มีบัตรสนเท่ห์ โดยต้องระบุข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนได้
    (๕) กรณีปรากฏเป็นข่าวในสื่่อมวลชนใด ๆ โดยต้องระบุข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนได้
    (๖) กรณีอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชาเห็นควรให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง
-  ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตรหรือเทียบเท่าขั้นไป ดำเนินการสืบสวนด้วยตนเอง หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน หรือสั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำการสืบสวน หรือส่งประเด็นให้เจ้าพนักงานอื่นทำการสืบสวนก็ได้ (ข้อ ๖)
-  เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนแล้ว ห้ามมิให้สั่งสืบสวนในเรื่องเดียวกันนั้นอีก (ข้อ ๗)
-  กรณีมีผู้ร้องเรียน หรือส่วนราชการแจ้งมา ให้แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องหรือหน่วยงานทราบโดยมิชักช้า  (ข้อ ๘)
-  คณะกรรมการสืบสวน ต้องไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่สืบสวน (๕ ประการ) (ข้อ ๙)
-  ประธานกรรมการสืบสวน ต้องมียศและตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา และเป็นข้าราชการประจำอย่างน้อยสามคน (ข้อ ๑๐)
-  การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนให้ทำตามแบบ  (แบบ สส.๑) (ข้อ ๑๑)
-  ผู้สั่งให้ทำการสืบสวน ต้องแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้ชี้แจงภายใน ๑๕ วัน (ข้อ ๑๒(๑))
-  ประธานกรรมการหรือผู้สืบสวนต้องลงลายมือชื่อและวันเดือนปี รับทราบคำสั่ง (ข้อ ๑๒(๒))
-  ถ้าผู้สั่งให้สืบสวนเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นต้องเปลี่ยน เพิ่มหรือลดจำนวนกรรมการ ให้แสดงเหตุแห่งการสั่งนั้นไว้ด้วย (ข้อ ๑๓)
-  คณะกรรมการสืบสวน ต้องรวบรวมประวัติผู้ถูกกล่าวหา และจัดทำบันทึกการปฏิบัติงานสืบสวน ห้ามบุคคลอื่นเข้าร่วมสืบสวน (ข้อ ๑๔)
-  คณะกรรมการสืบสวน ต้องมาประชุมวางแนวทางการสืบสวน (ข้อ ๑๕)
-  กรรมการเห็นว่า ตนเองมีเหตุอันอาจถูกค้านได้ ให้รายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้ง (ข้อ ๑๖)
-  ระยะเวลาสืบสวน ต้องให้เสร็จโดยเร็ว แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จให้ขอขยายเวลาต่อ ผู้สั่งแต่งตั้ง ตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน (ข้อ ๑๗(๑))
-  ในการสืบสวนเพิ่มเติม ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน หากไม่แล้วเสร็จให้ขออนุมัติต่อผู้สั่งให้สืบสวน โดยจะอนุมัติได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกินสามสิบวัน หากเกินกว่านั้นให้ประธานกรรมการรายงานเหตุให้ผู้สั่งแต่งตั้งทราบ (ข้อ ๑๗(๒))
-  การนำเอกสารหรือพยานวัตถุมาเป็นพยานหลักฐาน ให้บันทึกว่าได้มาอย่างไร จากผู้ใด และเมื่อใด  (ข้อ ๑๘)
-  ให้พิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหา ว่ามีมูลกระทำผิดวินัยหรือไม่ กรณีไม่มีมูล=ก็ให้มีความเห็นยุติเรื่อง / แต่ถ้ากรณีมีมูล=ก็ให้เรียกมาพบเพื่อแจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหา (แบบ สส.๒) (ข้อ ๑๙)
-  ให้คณะกรรมการประชุมพิจารณา (ข้อ ๑๕(๒)) และสามารถทำความเห็นแย้งได้

กรณีมีมูล (ข้อ ๑๙ ว.๒)  ให้ดำเนินการดังนี้
-  แจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ (แบบ สส ๒) (ข้อ ๑๙ ว.๒ ว.๓ ว.๔ ว.๗)

#  ถ้าไม่รับสารภาพ / รับบางส่วน (ข้อ ๑๙ ว.๖)  ให้ถามว่าจะยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่ ให้ยื่นภายใน ๑๕ วัน หรือให้ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาโดยเร็ว (แบบ สส.๓) (ข้อ ๒๓)  และให้รวบรวมพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้าง

#  ถ้ารับสารภาพ (ข้อ ๑๙ ว.๕) จะไม่ทำการสืบสวน หรือจะสืบสวนต่อไปก็ได้
กรณีไม่มีมูล (ข้อ ๑๙ ว.๑) ก็ให้มีความเห็นยุติเรื่อง

 * ทั้งกรณีมีมูลและไม่มีมูล ให้ดำเนินการต่อไป คือ
-  ประชุมลงมติ (ข้อ ๓๑) (ข้อ ๑๕(๒))
-  สรุปรายงานสืบสวน (แบบ สส.๕) (ข้อ ๓๒)  เสนอสำนวนต่อผู้สั่งให้ทำการสืบสวน
-  การใช้แบบพิมพ์ การเรียงลำดับเอกสาร การให้หมายเลขเอกสาร ในสำนวนการสอบสวนทางวินัยและการสอบสวนข้อเท็จจริง ให้ทำตาม ระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๑ บทที่ ๑๕ (แก้ไขโดย ระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๑ ความประพฤติและวินัย พ.ศ.๒๕๕๕ ลง ๕ เม.ย.๒๕๕๕)

-------------------------เสร็จสิ้นขั้นตอนการสืบสวน------------------------------------

วิธีการสืบสวน
-  ต้องมีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า ๒ คน (ข้อ ๒๐)
-  ก่อนเริ่มสอบปากคำต้องแจ้งให้ทราบว่าผู้สืบสวนเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา ฯลฯ (ข้อ ๒๑)
-  ห้ามมิให้ล่อลวง ขู่เข็ญ ฯลฯ (ข้อ ๒๒)
-  ให้เรียกมาให้ปากคำคราวละหนึ่งคน (ข้อ ๒๓)
-  กรณีไม่มาให้ปากคำต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ (ข้อ ๒๔)
-  ถ้างดสืบสวนพยานให้บันทึกเหตุนั้นไว้ (ข้อ ๒๕)
-  สามารถส่งประเด็นการสืบสวนได้ (ข้อ ๒๖)
-  ให้รายงานกรณีที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัยในเรื่องอื่น (ข้อ ๒๗)
-  ให้รายงานผู้สั่งในกรณีที่สืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น (ข้อ ๒๘)
-  ถ้ามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องสืบสวนต่อไปก็ได้ (ข้อ ๒๙)
-  ให้ผู้สั่งแต่งตั้งฯ ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาคนใหม่ของผู้ถูกกล่าวหา (ข้อ ๓๐)
-  มีบางกรณีการสืบสวนมิชอบและมีข้อบกพร่อง ให้แก่ไขให้ถูกต้อง (ข้อ ๓๗, ๓๘, ๓๙)
-  การนับระยะเวลา (ข้อ ๔๐)

-------------------------สิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา------------------------------------

-  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้สั่งแต่งตั้ง (ข้อ ๓๓)
-  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียน (ข้อ ๓๔)
-  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิให้ทนายความหรือที่ปรึกษามานั่งฟังการสอบสวน (ข้อ ๓๕) 

------------------------การพิจารณาสั่งสำนวนการสืบสวน------------------------------------

-  ผู้สั่งแต่งตั้ง ต้องตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสืบสวน, สั่งให้สืบสวนเพิ่มเติม, สั่งยุติเรื่อง, สั่งลงโทษ, เสนอผู้บังคับบัญชากรณีเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง, ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนกรณีเห็นว่ามีมูลเป็นการกระทำผิดอาญา ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๒๔๐ วัน นับแต่ได้รับสำนวน กรณีมีเหตุจำเป็นให้ขยายเวลาได้อีกสองครั้ง ๆ ละไม่เกิน ๖๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จให้ผู้ถูกกล่าวหากลับคืนสู่ฐานะเดิมจนกว่าจะมีคำสั่ง (ข้อ ๓๖)

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จรรยาบรรณในการสืบสวนสอบสวน

                                                จรรยาบรรณของตำรวจ (ข้อ ๑๙)
                ตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๑ (แนบท้ายกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๑)
              ในการรวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวน การสอบปากคำ หรือการซักถามผู้กระทำความผิด ผู้ต้องหา ผู้ที่อยู่ในความควบคุมตามกฎหมาย ผู้เสียหาย ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ หรือบุคคลอื่น  
              ข้าราชการตำรวจต้องแสดงความเป็นมืออาชีพ โดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาการตำรวจ รวมทั้งใช้ปฏิภาณไหวพริบและสติปัญญา เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง และธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
               (๑)  ไม่ทำการทารุณ หรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่น ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
               (๒)  ไม่ใช้ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือปล่อยปละละเลย ให้มีการทารุณหรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่น ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
               (๓)  ไม่กระทำการข่มขู่ หรือรังควาน หรือไม่ใช้อำนาจที่มิชอบ หรือแนะนำเสี้ยมสอนบุคคล ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือปรักปรำผู้อื่น
               (๔)  ไม่กักขัง หรือหน่วงเหนี่ยว บุคคลที่ยังไม่ได้ถูกจับกุมตามกฎหมาย เพื่อการสอบปากคำ
               (๕) ไม่ใช้อำนาจที่มิชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน