วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วินัยตำรวจอย่างไม่ร้ายแรงและร้ายแรง

                                       พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗   

             การกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่ การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามในเรื่องดังต่อไปนี้  (ม.๗๘)
             (๑)  ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเที่ยงธรรม เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีจรรยาบรรณของตำรวจ และนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
             (๒)  ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม
             (๓)  ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย
             (๔)  ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้
             (๕)  ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว
             (๖)  ต้องรักษาความลับของทางราชการ
             (๗)  ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้งกันและต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการ ระหว่างข้าราชการด้วยกัน และผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
             (๘)  ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมและให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพเรียบร้อยโดยห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
             (๙)  ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
            (๑๐)  ต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราชการตำรวจ
            (๑๑)  ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
            (๑๒)  ต้องไม่ใช้กิริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร
            (๑๓)  ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
            (๑๔)  ต้องไม่กระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการบังคับผู้บังคับบัญชาเป็นทางให้เสียระเบียบแบบแผนวินัยตำรวจ
            (๑๕)  ต้องไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการหรือทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ
            (๑๖)  ต้องไม่กระทำการ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการ หาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
            (๑๗)  ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
            (๑๘)  กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

             การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่ การกระทำดังต่อไปนี้     (ม.๗๙) 
              (๑)  ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
              (๒)  ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
              (๓)  เหยียดหยาม กดขี่ข่มเหง หรือทำร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ
              (๔)  กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่ เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
              (๕)  กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
              (๖)  กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา ๗๘ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
              (๗)  กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

ขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริง ตาม กฎ ก.ตร.

ขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริง (โดยย่อ)

    -  ให้ยกเลิก กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.๒๕๔๗ (ข้อ ๒)
    -  เมื่อมีการกล่าวหา หรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งการไปภายในอำนาจได้โดยไม่ต้องสืบสวนข้อเท็จจจริงก็ได้ ดังนี้ (๑)ไม่มีมูล หรือ(๒)มีมูลเพียงพอที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง หรือ(๓)มีพยานหลักฐานฟังได้ว่าผู้กล่าวหากระทำผิดวินัยและสามารถสั่งการได้ในกรณีเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง (ข้อ ๓)
    -  การสืบสวนข้อเท็จจริง หมายถึง การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งพฤติการณ์และการกระทำว่า ข้าราชการตำรวจผู้ถูกร้องเรียนได้กระทำผิดวินัยตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ (ข้อ ๔)
    -  ภายใต้บังคับข้อ ๓ กรณีที่ควรสืบสวนข้อเท็จจริง ข้าราชการตำรวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัย มีดังนี้  (ข้อ ๕)
       (๑) ผู้บังคับบัญชามีเหตุอันควรสงสัย
       (๒) มีผู้ร้องเรียนกล่าวหา โดยผู้ร้องเรียนได้แจ้งชื่อที่อยู่ของตนเองเป็นที่แน่นอน พร้อมระบุพฤติการณ์แห่งกรณีที่กล่าวหา
       (๓) ส่วนราชการอื่นหรือหน่วยงานอื่นแจ้งให้ทราบว่า ผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือสงสัย
       (๔) มีบัตรสนเท่ห์กล่าวหา โดยระบุพยานบุคคล พยานวัตถุ หรือพยานเอกสาร ชี้แนะแนวทางเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนได้
       (๕) กรณีปรากฏเป็นข่าวในสื่่อมวลชนใด ๆ โดยระบุข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน กรณีแวดล้อม และหรือพยานบุคคล พยานวัตถุ หรือพยานเอกสาร ชี้แนะแนวทางเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนได้
       (๖) กรณีอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชาเห็นควรให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง
     -  ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตรหรือเทียบเท่าขั้นไป ดำเนินการสืบสวนด้วยตนเอง หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน หรือสั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำการสืบสวน หรือส่งประเด็นให้เจ้าพนักงานอื่นทำการสืบสวนก็ได้ (ข้อ ๖)
     -  เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนเรื่องหนึ่งเรื่องใดไปแล้ว ห้ามมิให้สั่งสืบสวนในเรื่องเดียวกันนั้นอีก (ข้อ ๗)
     -  กรณีมีผู้ร้องเรียน หรือส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นแจ้งมาตามข้อ ๕ (๒) และ (๓) ให้แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องหรือส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้นๆ ทราบทุกรณีโดยมิชักช้า  (ข้อ ๘)
     -  ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน หรือผู้สั่งให้สืบสวน(ยกเว้นนายกรัฐมนตรี) และคณะกรรมการสืบสวน หรือผู้สืบสวน ต้องไม่เป็นบุคคลดังนี้
        (๑) รู้เห็นเหตุการณ์ในเรื่องที่สืบสวน(กรณีผู้สั่งแต่งตั้งฯหรือผู้สั่งให้สืบสวนต้องไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิด)
        (๒) มีส่วนได้เสียในเรื่องที่สืบสวน
        (๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกสืบสวน
        (๔) เป็นผู้ร้องเรียนกล่าวหาหรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือมารดา กับผู้ร้องเรียนกล่าวหา
        (๕) มีเหตุอย่างอื่นซึ่งน่าเชื่ออย่างยิ่งว่าจะทำให้การสืบสวนเสียความเป็นธรรม (ข้อ ๙)
    -  ประธานกรรมการสืบสวน ต้องเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรมียศและตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา กรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรคณะกรรมการสืบสวนต้องเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น คณะกรรมการสืบสวนให้มีข้าราชการประจำอย่างน้อย ๓ คนประกอบด้วยข้าราชการตำรวจอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง โดยให้มีเลขานุการ ๑ คนอาจแต่งตั้งจากกรรมการสืบสวนคนใดคนหนึ่งก็ได้ ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการก็ได้ (ให้นำข้อ ๑๓ , ๒๒ , ๒๓ มาบังคับใช้กับเลขาฯและผู้ช่วยฯโดยอนุโลม)   (ข้อ ๑๐)
    -  การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนให้ทำตามแบบ  (แบบ สส.๑) การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนไม่กระทบถึงการที่ได้รับการแต่งตั้งหรือสั่งให้ทำการสืบสวนนั้น (ข้อ ๑๑)
       การแจ้งคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง
    -  ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯหรือผู้สั่งให้สืบสวน ดำเนินการดังนี้
       (๑) ต้องแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้ให้มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วย ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่งหรือไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้ ให้ส่งสำเนาคำสั่งไปทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏหลักฐานของทางราชการ ในกรณีเช่นนี้ เมื่อล่วงพ้น ๑๕ วัน นับแต่วันที่ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าวให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งนั้นแล้ว ให้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องที่ถูกกล่าวหาต่อประธานกรรมการฯภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่งไปด้วย
       (๒) ส่งสำเนาคำสั่งให้คณะกรรมการสืบสวนทราบ ส่วนประธานกรรมการหรือผู้สืบสวนนอกจากส่งสำเนาคำสั่งให้แล้ว ให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาไปให้ด้วย และให้ประธานกรรมการหรือผู้สืบสวนลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน  (ข้อ ๑๒)
    -  ถ้าผู้สั่งให้สืบสวนเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นต้องเปลี่ยน เพิ่มหรือลดจำนวนกรรมการ ให้แสดงเหตุแห่งการสั่งนั้นไว้ด้วย ให้นำข้อ ๑๐ , ๑๒ มาบังคับใช้โดยอนุโลม และไม่กระทบถึงการสืบสวนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว (ข้อ ๑๓)
    -  คณะกรรมการสืบสวนมีหน้าที่
       (๑) สืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและดูแลให้บังเกิดความยุติธรรม
       (๒) รวบรวมประวัติผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่จำเป็น
       (๓) จัดทำบันทึกการปฏิบัติงานที่มีการสืบสวนไว้ทุกครั้ง
       (๔) ห้ามบุคคลอื่นเข้าร่วมสืบสวน (ข้อ ๑๔)
       การประชุมคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง
    -  คณะกรรมการสืบสวน ต้องดำเนินการดังนี้
       (๑) ประธานต้องดำเนินการประชุมคณะกรรมการฯเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสืบสวน
       (๒) ต้องมีกรรมการฯมาประชุมไม่น้อยกว่า ๓ คน และไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสืบสวนทั้งหมด
       (๓) การประชุมต้องมีประธานฯอยู่ร่วมประชุมด้วย กรณีที่จำเป็นไม่สามารถเข้าประชุมได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทน
       (๔) การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าเท่ากันให้ประธานฯออกเสียงชี้ขาด และให้จัดทำบันทึกการประชุมเป็นหนังสือไว้เป็นหลักฐาน  (ข้อ ๑๕)
     -  กรณีกรรมการหรือผู้สืบสวนเห็นว่าตนเองมีเหตุอันอาจถูกค้านได้ตามข้อ ๓๓ ให้รายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งฯ (ข้อ ๑๖)
       ระยะเวลาการสืบสวน
     -  คณะกรรมการหรือผู้สืบสวน ต้องดำเนินการตามกำหนดเวลาดังนี้
        (๑) สืบสวนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน นับแต่ประธานฯได้รับคำสั่ง หากไม่แล้วเสร็จให้ขอขยายเวลาต่อผู้สั่งแต่งตั้งฯ ตามความจำเป็น แต่ห้ามมิให้เกิน ๖๐ วัน ถ้าขยายแล้วไม่เสร็จให้ประธานฯรายงานเหตุให้ผู้สั่งแต่งตั้งฯทราบ เพื่อติดตามเร่งรัดการสืบสวนต่อไป
        (๒) ในการสืบสวนเพิ่มเติมตามข้อ ๓๖ (๒) ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จให้ขออนุมัติต่อผู้สั่งแต่งตั้งฯ โดยจะอนุมัติได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกินกว่า ๓๐ วัน หากเกินกว่านั้นให้ประธานกรรมการรายงานเหตุให้ผู้สั่งแต่งตั้งฯทราบ เพื่อติดตามเร่งรัดการสืบสวนต่อไป (ข้อ ๑๗(๒))
     -  การนำเอกสารหรือพยานวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสืบสวน ให้บันทึกว่า ได้มาอย่างไร จากผู้ใด และเมื่อใด และให้ใช้ต้นฉบับ หรือจะใช้สำเนาที่กรรมการฯหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับรองว่าเป็นสำเนาถูกต้องก็ได้ หรือในกรณีต้นฉบับสูญหายหรือถูกทำลายจะให้นำสืบพยานบุคคลแทนก็ได้  (ข้อ ๑๘)
        การพิจารณาทำความเห็น
     -  ให้พิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหา ได้กระทำการใด เมื่อใด กรณีไม่มีมูล=ก็ให้มีความเห็นยุติเรื่อง ทำรายงานสืบสวนเสนอผู้สั่งแต่งตั้งฯ ถ้ากรรมการผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้ด้วย // กรณีมีมูล=ก็ให้เรียกมาพบเพื่อแจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหา  (ข้อ ๑๙)
     -  ให้คณะกรรมการประชุมพิจารณา (ข้อ ๑๕(๒)) และสามารถทำความเห็นแย้งได้

กรณีมีมูล (ข้อ ๑๙ ว.๒,๓,๔,๗)  ให้ดำเนินการดังนี้
     -  เรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบแล้วแจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียนให้ทราบว่า ได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร และเป็นความผิดวินัยกรณีใด สรุปหลักฐานเท่าที่มีให้ทราบ อาจไม่ระบุชื่อพยานก็ได้โดยคำนึงถึงหลักการคุ้มครองพยาน โดยบันทึกตามแบบ (แบบ สส.๒) ทำเป็น ๒ ฉบับ มอบให้ผู้ถูกกล่าวหา ๑ ฉบับ เก็บไว้ในสำนวน ๑ ฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีรับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย และให้สอบถามว่าได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร
     -  กรณีผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ หรือไม่มารับทราบเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียน ให้คณะกรรมการฯส่งแบบ สส.๒ ทางไปรษณีย์ตอบรับไปให้ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาตามหลักฐานของทางราชการหรือที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง นัดมาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา ตามแบบ สส.๒ เป็น ๓ ฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสำนวน ๑ ฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา ๒ ฉบับ(โดยให้เก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ลงลายมือชื่อและวันเดือนปีรับทราบส่งคืนมารวมไว้ในสำนวนหนึ่งฉบับ) เมื่อล่วงพ้น ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าว แม้จะไม่ได้รับแบบ สส.๒ คืน หรือไม่ได้รับคำชี้แจง หรือไม่มาให้ถ้อยคำตามนัด ให้ถือว่าได้รับทราบและไม่ประสงค์แก้ข้อกล่าวหา กรณีเช่นนี้จะไม่สืบสวนต่อไปก็ได้ หรือสืบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วดำเนินการตามข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ ต่อไป
    -  ถ้าผู้ถูกกล่าวหามาให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือขอนำสืบแก้ข้อกล่าวหาก่อนที่คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนจะเสนอสำนวนการสืบสวนตามข้อ ๓๒ โดยมีเหตุผลอันสมควร ให้คณะกรรมการฯให้โอกาสตามที่ผู้ถูกล่าวหาร้องขอ    

#  ถ้าไม่รับสารภาพ / หรือรับสารภาพบางส่วน (ข้อ ๑๙ ว.๖)  ให้สอบถามว่าจะยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่ โดยให้ยื่นคำชี้แจงภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาและให้โอกาสที่จะให้ถ้อยคำเพิ่มเติมเพื่อนำสืบแก้ข้อกล่าวหา ถ้าไม่ประสงค์ชี้แจงเป็นหนังสือก็ให้ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาโดยเร็ว แล้วดำเนินการตามข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ ต่อไป

#  ถ้ารับสารภาพ (ข้อ ๑๙ ว.๕) ให้คณะกรรมการฯแจ้งให้ทราบว่า เป็นความผิดวินัยกรณีใด มาตราใด หากยังคงรับสารภาพ ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพรวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ(ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระทำไว้ด้วย คณะกรรมการฯจะไม่ทำการสืบสวน หรือจะสืบสวนต่อไปก็ได้  แล้วดำเนินการตามข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ ต่อไป

กรณีไม่มีมูล (ข้อ ๑๙ ว.๑) ก็ให้มีความเห็นยุติเรื่อง แล้วทำรายงานการสืบสวนเสนอผู้สั่งแต่งตั้ง กรรมการฯผู้ใดมีความเห็นแย้งก็ให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสืบสวน

 * ทั้งกรณีมีมูลและไม่มีมูล ให้ดำเนินการต่อไป คือ
    -  ให้คณะกรรมการฯประชุมลงมติ ดังนี้
        (๑) มีมูลกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ ถ้ามีมูล ให้เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
        (๒) มีมูลกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง เป็นความผิดกรณีใด ตามมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด
        (๓) มีมูลอันเป็นการกระทำความผิดอาญาหรือมีกรณีต้องรับผิดชอบทางแพ่งอยู่ด้วยหรือไม่ (ข้อ ๓๑) 
    -  สรุปรายงานสืบสวน ตามแบบ (แบบ สส.๕) เสนอสำนวนต่อผู้สั่งให้ทำการสืบสวน ถ้ามีความเห็นแย้งให้แนบกับรายงานการสืบสวน ดังนี้
        (๑) สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอย่างไร กรณีไม่ได้สืบสวนพยานหลักฐานตามข้อ ๒๔ , ๒๕ ให้รายงานเหตุนั้นให้ปรากฏไว้ และให้บันทึกเหตุผลในการรับสารภาพ(ถ้ามี)
        (๒) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา
        (๓) เสนอความเห็นตามข้อ ๓๑(๒) (๑) (๓) ตามลำดับ แล้วนำเสนอต่อผู้สั่งแต่งตั้งฯเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป และให้ถือว่าการสืบสวนแล้วเสร็จ  (ข้อ ๓๒) 
    -  การใช้แบบพิมพ์ การเรียงลำดับเอกสาร การให้หมายเลขเอกสาร ในสำนวนการสอบสวนทางวินัยและการสอบสวนข้อเท็จจริง ให้ทำตามระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๑ บทที่ ๑๕ (แก้ไขโดย ระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๑ ความประพฤติและวินัย พ.ศ.๒๕๕๕ ลง ๕ เม.ย.๒๕๕๕)

-------------------------เสร็จสิ้นขั้นตอนการสืบสวน------------------------------------

วิธีการสืบสวน
   -  การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยานต้องมีคณะกรรมการฯไม่น้อยกว่า ๒ คน (ข้อ ๒๐)
   -  ก่อนเริ่มสอบปากคำพยาน ต้องแจ้งให้ทราบว่าผู้สืบสวนเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา ฯลฯ (ข้อ ๒๑)
   -  ห้ามมิให้ล่อลวง ขู่เข็ญ ฯลฯ (ข้อ ๒๒)
   -  ให้เรียกมาให้ปากคำคราวละหนึ่งคน ห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่สืบสวนเว้นแต่ทนายความหรือที่ปรึกษาของผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ที่ได้รับอนุญาต ให้บันทึกถ้อยคำตามแบบ (แบบ สส.๓ หรือแบบ สส.๔) อ่านให้ฟังหรือให้อ่านเองและให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ห้ามขูดลบแต่ให้ขีดฆ่าข้อความโดยกรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ กรณีไม่ยอมลงลายมือชื่อให้กรรมการฯบันทึกเหตุนั้นไว้ (ข้อ ๒๓)
   -  กรณีพยานมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำ หรือไม่มา หรือติดตามพยานไม่ได้ในเวลาอันควร คณะกรรมการฯจะไม่สืบพยานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจำวันที่มีการสืบสวนตามข้อ ๑๔(๓) และรายงานการสืบสวนตามข้อ ๓๒  (ข้อ ๒๔)
   -  ถ้างดสืบสวนพยานเพราะทำให้การสืบสวนล่าช้าโดยไม่จำเป็นหรือไม่ใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ ให้งดการสืบสวนพยานหลักฐานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจำวันที่มีการสืบสวนตามข้อ ๑๔(๓) และรายงานการสืบสวนตามข้อ ๓๒ (ข้อ ๒๕)
   -  สามารถส่งประเด็นไปให้หัวหน้าหน่วยงานที่เห็นว่าเกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนแทนก็ได้ โดยผู้ได้รับมอบหมายให้นำข้อ ๑๔(๔) , ๒๑ , ๒๒ , ๒๓ และ ๒๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ข้อ ๒๖)
   -  กรณีที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัยในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ ให้ประธานฯรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งฯโดยเร็ว ถ้าเห็นว่ากรณีเป็นที่สงสัยก็ให้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯคณะเดิม หรือคณะใหม่เป็นผู้ทำการสืบสวนก็ได้  (ข้อ ๒๗)
   -  ในกรณีที่สืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่นว่ามีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำนั้นด้วย ให้ประธานฯรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งฯโดยเร็ว ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งฯเห็นด้วย ก็ให้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯคณะเดิม หรือคณะใหม่เป็นผู้ทำการสืบสวนก็ได้ กรณีแยกสำนวนการสืบสวนใหม่ให้นำพยานหลักฐานในสำนวนเดิมมารวมไว้ในสำนวนใหม่และให้บันทึกให้ปรากฏด้วยว่านำมาจากสำนวนการสืบสวนเดิม  (ข้อ ๒๘)
   -  ถ้ามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดหรือต้องรับผิดในคดีที่เกี่ยวกับเรื่องที่สืบสวน ก็ให้ถือเอาคำพิพากษานั้นเป็นพยานหลักฐานโดยไม่ต้องสืบสวนต่อไปก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามที่ปรากฏในคำพิพากษาให้ทราบ โดยให้นำข้อ ๑๙ ว.๒-๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ข้อ ๒๙)
   -  แม้จะมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาไปอยู่นอกบังคับบัญชาของผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน ให้คณะกรรมการฯทำการสืบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วทำรายงานการสืบสวนเสนอผู้สั่งแต่งตั้งฯ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามข้อ ๓๗, ๓๘, ๓๙ แล้วให้ผู้สั่งแต่งตั้งฯ ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาคนใหม่ของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อดำเนินการตามข้อ ๓๖ ต่อไป (ข้อ ๓๐)
   -  ในกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯหรือสั่งให้ผู้ใดทำการสืบสวนไม่ถูกต้องตามข้อ ๑๐ เว้นแต่กรณีไม่มีเลขานุการ ให้ผู้มีอำนาจสั่งแก้ไขให้ถูกต้อง การแก้ไขไม่ทำให้การสืบสวนที่ดำเนินการไปแล้วเสียไป  (ข้อ ๓๗)
   -  ในกรณีการสืบสวนตอนใดไม่ถูกต้องให้การสืบสวนตอนนั้นเสียไป ดังนี้ (๑)กรรมการสืบสวนมาประชุมไม่ครบตามข้อ ๑๕(๒)  (๒)การสอบปากคำไม่ถูกต้องตามข้อ ๑๔(๔) ข้อ ๒๐, ๒๒, ๒๓ วรรคหนึ่ง และข้อ ๒๖  (๓)ในกรณีที่คณะกรรมการฯหรือผู้สืบสวนไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงตามข้อ ๑๙ ว.๒-๗ ให้สั่งให้คณะกรรมการฯหรือผู้สืบสวนดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว (ข้อ ๓๘)
   -  ในกรณีที่ปรากฏว่าการสืบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องตามกฎ ก.ตร.นี้ นอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๘ ถ้าการสืบสวนตอนนั้นเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ให้สั่งให้คณะกรรมการฯแก้ไขหรือดำเนินการตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว แต่ถ้ามิใช่สาระสำคัญจะสั่งให้แก้ไขหรือไม่ก็ได้  (ข้อ ๓๙)
   -  การนับระยะเวลา ให้นับถัดจากวันแรกเป็นวันเริ่มต้นนับระยะเวลา แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมเป็นวันเริ่มระยะเวลาที่ขยายออกไป ส่วนเวลาสิ้นสุดถ้าตรงกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา  (ข้อ ๔๐)

-------------------------สิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา------------------------------------

   -  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้สั่งแต่งตั้ง กรณีมีเหตุตามข้อ ๙ การพ้นจากการเป็นกรรมการสืบสวนหรอืผู้สืบสวนไม่กระทบถึงการสืบสวนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว (ข้อ ๓๓)
   -  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียนตามข้อ ๑๙  (ข้อ ๓๔)
   -  ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิให้ทนายความหรือที่ปรึกษาจำนวนไม่เกิน ๑ คน มานั่งฟังการสอบสวนก็ได้ แต่จะให้ถ้อยคำแทนไม่ได้ (ข้อ ๓๕) 

------------------------การพิจารณาของผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน------------------------------

   -  เมื่อผู้สั่งแต่งตั้งฯได้รับความเห็นและผลการสืบสวนแล้ว ให้พิจารณาดังนี้ (๑)ตรวจสอบความถูกต้องของสำนวนการสืบสวนตามข้อ ๓๗, ๓๘, ๓๙  (๒)สั่งให้สืบสวนเพิ่มเติม (๓)สั่งยุติเรื่อง (๔)สั่งลงโทษไปภายในอำนาจกรณีทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงและมีอำนาจสั่งลงโทษตามมาตรา ๘๙ แต่ถ้าเห็นว่าสมควรได้รับโทษเกินอำนาจที่จะสั่งลงโทษได้ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป (๕)เสนอผู้บังคับบัญชากรณีเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง (๖)ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายกรณีเห็นว่ามีมูลเป็นการกระทำผิดอาญา การพิจารณาให้ผู้มีอำนาจพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๒๔๐ วัน นับแต่ได้รับสำนวน กรณีมีเหตุจำเป็นให้ขยายเวลาได้อีกสองครั้ง ๆ ละไม่เกิน ๖๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จให้ผู้ถูกกล่าวหากลับคืนสู่ฐานะเดิมจนกว่าการพิจารณาสั่งการในเรื่องนั้นจะเสร็จสิ้นและมีคำสั่ง (ข้อ ๓๖)

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จรรยาบรรณตำรวจ ในการสืบสวนสอบสวน

                                                จรรยาบรรณของตำรวจ (ข้อ ๑๙, ๒๑)

                ตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. 2551 (แก้ไขตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553)

              ในการรวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวน การสอบปากคำ หรือการซักถามผู้กระทำความผิด ผู้ต้องหา ผู้ที่อยู่ในความควบคุมตามกฎหมาย ผู้เสียหาย ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ หรือบุคคลอื่น
              ข้าราชการตำรวจต้องแสดงความเป็นมืออาชีพ โดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาการตำรวจ รวมทั้งใช้ปฏิภาณไหวพริบและสติปัญญา เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง และธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
               (๑)  ไม่ทำการทารุณ หรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่น ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
               (๒)  ไม่ใช้ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือปล่อยปละละเลย ให้มีการทารุณหรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่น ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
               (๓)  ไม่กระทำการข่มขู่ หรือรังควาน หรือไม่ใช้อำนาจที่มิชอบ หรือแนะนำเสี้ยมสอนบุคคล ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือปรักปรำผู้อื่น
               (๔)  ไม่กักขัง หรือหน่วงเหนี่ยว บุคคลที่ยังไม่ได้ถูกจับกุมตามกฎหมาย เพื่อการสอบปากคำ
               (๕) ไม่ใช้อำนาจที่มิชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน

          ข้อมูลข่าวสารที่ข้าราชการตำรวจได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ข้างต้น หรือจากการปฏิบัติหน้าที่อื่น ข้าราชการตำรวจจะต้องรักษาข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นความลับ อย่างเคร่งครัด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์หรือชื่อเสียงของบุคคล หรืออาจเป็นคุณหรือเป็นโทษทั้งต่อผู้เสียหายหรือผู้กระทำความผิด
          ข้าราชการตำรวจจะเปิดเผยข้อมูลนั้นได้ต่อเมื่อมีความจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเพื่อประโยชน์ในราชการตำรวจที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเพื่อการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จรรยาบรรณของตำรวจ

             ตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.๒๕๕๑ (แก้ไขตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๓)
             จรรยาบรรณของตำรวจ คือ ประมวลความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ของวิชาชีพตำรวจ อยู่ในกรอบของศีลธรรมและคุณธรรม ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางชี้นำให้ข้าราชการตำรวจบรรลุถึงปณิธานของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์                        
              ๑. ต้องสำนึกในการให้บริการประชาชนด้านอำนวยความยุติธรรม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ประชาชนมีความเลื่อมใส เชื่อมั่นและศรัทธา  ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
                  (๑) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการร้องทุกข์ กล่าวโทษ ขออนุญาตขอข้อมูลข่าวสาร หรือติดต่อราชการอื่น ด้วยความเต็มใจ เป็นมิตร ไม่เลือกปฏิบัติ และรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิหรือเสรีภาพตามกฎหมาย
                  (๒) สุภาพ อ่อนน้อม และให้เกียรติประชาชนเพื่อให้เกิดความน่าเคารพยำเกรง ไม่ใช้ถ้อยคำ กริยา หรือท่าทาง ที่มีลักษณะหยาบคาย ดูหมิ่น หรือเหยียดหยามประชาชน
                  (๓) ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ต้องดำรงตนให้อยู่ในสภาพที่พร้อมและเหมาะสม แก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจ
                  (๔) พกพาอาวุธตามระเบียบแบบแผน ไม่จับหรือถืออาวุธ หรือเล็งอาวุธไปยังบุคคลโดยปราศจากเหตุอันสมควร
                  (๕) พกพาเอกสารหรือตราประจำตัว และแสดงเอกสารหรือตราประจำตัวเมื่อมีบุคคลร้องขอ
              ๒. เมื่อเข้าจับกุมหรือระงับการกระทำผิด ข้าราชการตำรวจต้องยึดถือและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด  ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้ 
                  (๑) แสดงถึงการอุทิศตนและจิตใจให้แก่การปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญและมีสติปัญญา
                  (๒) ยืนหยัดเจตนารมณ์ในการรักษากฎหมายให้ถึงที่สุด และดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ให้ระลึกเสมอว่าการใช้กฎหมายจะต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมด้วย
                  (๓) ไม่ใช้มาตรการรุนแรง เว้นแต่การใช้มาตรการปกติแล้ว ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องสงสัยได้
              ๓. ต้องตระหนักว่า การใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรงเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุด ข้าราชการตำรวจอาจใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรง ได้ต่อเมื่อมีความจำเป็นภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบแบบแผน หรือเมื่อผู้กระทำความผิด หรือผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธต่อสู้ขัดขวางการจับกุม หรือเพื่อช่วยบุคคลอื่นที่อยู่ในอันตรายต่อชีวิต เมื่อมีการใช้อาวุธ กำลัง หรือความรุนแรง ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ ข้าราชการตำรวจต้องรายงานเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบแบบแผนทันที
              ๔. ในการรวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวน การสอบปากคำ หรือการซักถามผู้กระทำความผิด ผู้ต้องหา ผู้ที่อยู่ในความควบคุมตามกฎหมาย ผู้เสียหาย ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ หรือบุคคลอื่น ข้าราชการตำรวจต้องแสดงความเป็นมืออาชีพโดยใช้ความรู้ ความสามารถทางวิชาการตำรวจ รวมทั้งใช้ปฏิภาณไหวพริบและสติปัญญา เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม  ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
                 (๑) ไม่ทำการทารุณหรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
                 (๒) ไม่ใช้ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือปล่อยปละละเลยให้มีการทารุณหรือทารุณกรรมต่อบุคคล หรือต่อบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
                 (๓) ไม่กระทำการข่มขู่หรือรังควาน หรือไม่ใช้อำนาจที่มิชอบ หรือแนะนำเสี้ยมสอนบุคคลให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือปรักปรำผู้อื่น
                 (๔) ไม่กักขังหรือหน่วงเหนี่ยวบุคคลที่ยังไม่ได้ถูกจับกุมตามกฎหมาย เพื่อการสอบปากคำ
                 (๕) ไม่ใช้อำนาจที่มิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน
            ๕. ต้องควบคุมดูแลบุคคลที่อยู่ในการควบคุมของตนอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและมีมนุษยธรรม  ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
                 (๑) ไม่ผ่อนปรนให้บุคคลนั้นมีสิทธิหรือได้ประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผน
                 (๒) ไม่รบกวนการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลกับทนายความตามสิทธิแห่งกฎหมาย
                 (๓) จัดให้บุคคลได้รับการรักษาพยาบาลหรือการดูแลทางการแพทย์ตามสมควรแก่กรณี เมื่อบุคคลนั้นมีอาการเจ็บป่วยหรือร้องขอ
                 (๔) ไม่ควบคุมเด็กและเยาวชนร่วมกับผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ใหญ่ หรือไม่คุมขังผู้หญิงร่วมกับผู้ชาย เว้นแต่เป็นกรณีที่มีกฎหมายและระเบียบแบบแผนอนุญาต
            ๖. ข้อมูลข่าวสารที่ข้าราชการตำรวจได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๔ หรือจากการปฏิบัติหน้าที่อื่น ข้าราชการตำรวจจะต้องรักษาข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นความลับอย่างเคร่งครัด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์หรือชื่อเสียงของบุคคล หรืออาจเป็นคุณหรือเป็นโทษทั้งต่อผู้เสียหายหรือผู้กระทำความผิด
                ข้าราชการตำรวจจะเปิดเผยข้อมูลนั้นได้ต่อเมื่อมีความจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ หรือเพื่อประโยชน์ในราชการตำรวจที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเพื่อการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น